กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 18

วิกฤตการณ์แห่งปราณ

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
ไอต้านสวรรค์สีครามเข้มกลุ่มนั้น ไม่ได้ลอยอ้อยอิ่งเหมือนหมอกควันยามเช้า แต่มันกำลังหมุนวนควบแน่นอยู่รอบร่างของนางเซียนผู้บริสุทธิ์ราวกับพายุทอร์นาโดแห่งความตาย! "เสวี่ยเอ๋อร์! หยุดโคจรโคจรโคจรวิถีปราณเหมันต์บ้าคลั่งนั่นเสีย!" เสียงคำรามของเยี่ยเฟิงดังก้องกังวานราวกับเสียงอัสนีบาตฟาดกลางใจ ห้วงมิติรอบกายสั่นสะเทือนจนเกิดรอยปริร้าวสีดำทมิฬ ภายในถ้ำน้ำแข็งพันปีเวลานี้ ไม่หลงเหลือความสงบเยือกเย็นอีกต่อไป สิ่งที่คุกรุ่นอยู่คือกลิ่นอายความตายที่แผดเผาจิตวิญญาณจนแหลกสลาย มู่หรงเสวี่ยในยามนี้ ร่างกายโปร่งแสงดั่งผลึกแก้ว ทว่าทั่วทั้งร่างกลับถูกปกคลุมด้วยเส้นเลือดสีดำสนิทที่ปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว นางกำลังฝืนทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนบรรพกาลขั้นที่เก้าโดยปราศจากการเตรียมตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากอาคมตกค้างของพยัคฆ์ทมิฬ ทำให้ 'ธาตุไฟเข้าแทรก' แผ่ซ่านกัดกินเส้นชีพจรทั่วร่างจนเลือดสีโลหิตพรั่งพรูออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ดวงตาสีฟ้าครามที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับแดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอย ปราณเย็นเยียบและปราณอัคคีคลุ้มคลั่งตีรันกันอยู่ในร่างเดียว ร่างกายของนางสั่นเทิ้มราวกับใบไม้ต้องลมพายุ ความเจ็บปวดจากการที่พลังย้อนกลับเข้าเผาผลาญอวัยวะภายใน ทำให้สติสัมปชัญญะของเทพธิดาผู้สูงส่งกำลังจะดับวูบลง "อย่า... เข้ามา..." เสียงหวานล้ำที่เคยราบเรียบเย็นชา บัดนี้แหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ มู่หรงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห้อเลือด หยดเลือดสีแดงสดตัดกับผิวขาวดั่งหิมะ นางพยายามผลักไสเยี่ยเฟิงด้วยกระแสลมปราณเฮือกสุดท้าย "หากท่านเข้ามา... ท่านจะ... แหลกสลายไปพร้อมกับข้า..." "เหลวไหลสิ้นดี!" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงเย้ยหยันฟ้าดิน ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ทอประกายเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความกลัว ในฐานะจอมกระบี่ผู้ทะนงตน เขาไม่เคยเกรงกลัวแม้แต่ทัณฑ์สวรรค์ แล้วไฉนเลยจะปล่อยให้สตรีในดวงใจต้องดับสูญไปต่อหน้าต่อตา! *โฮกกกก!* เจ้าจิ้งจอกอัคคีจอมกวนที่เกาะอยู่บนไหล่ของเยี่ยเฟิงส่งเสียงคำรามแหลมเล็กด้วยความตื่นตระหนก ขนสีเพลิงทั่วร่างลุกชัน มันกระโดดถอยร่นไปหลบหลังโขดหินน้ำแข็ง พร้อมกับส่งกระแสจิตเตือนนายเหนือหัวด้วยความร้อนรน *“นายท่าน! นางกำลังจะระเบิดตัวเอง! ปราณเหมันต์สะท้อนกลับรุนแรงเกินไป หากท่านยื่นมือเข้าช่วย ท่านอาจต้องสูญเสียรากฐานพลังปราณยุทธ์ชั่วชีวิตนะ!”* "หุบปากของเจ้าไปซะ!" เยี่ยเฟิงตวาดก้องในใจโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาก้าวเท้าเข้าประชิดร่างของมู่หรงเสวี่ยในพริบตาเดียว วิชา 'ก้าวอัสนีไร้ลักษณ์' ทำให้ร่างของเขาพุ่งผ่านพายุพลังปราณที่บ้าคลั่งราวกับภูตผี ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนผิวเนื้อของนาง ความเย็นยะเยือกเสียดกระดูกก็พุ่งทะลุเข้าสู่ไขกระดูกของเยี่ยเฟิงทันที ราวกับมีเข็มนับล้านเล่มกำลังทิ่มแทงหัวใจ ทว่าสีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ฉายชัดอยู่ในแววตา มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อจู่ๆ ร่างกายของนางถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นและแข็งแกร่งของชายหนุ่ม กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเข้าจมูก ท่ามกลางความหนาวเหน็บเสียดแทง หัวใจที่ปิดตายมานับพันปีของนางกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาอย่างรุนแรง "ท่าน... ทำไมต้องดื้อรั้นถึงเพียงนี้..." น้ำตาหยดใสไหลรินจากดวงตาที่แดงก่ำของนาง ผสมปนเปกับเกล็ดน้ำแข็งบนพวงแก้ม "เพราะข้าคือเยี่ยเฟิง... และเจ้าคือสตรีที่ข้าเลือก" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึก ทว่าเด็ดเดี่ยวราวกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย "หากสวรรค์ต้องการพรากเจ้าไปจากอกข้า ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่าสวรรค์ทิ้งเสีย!" สิ้นคำพูดอันองอาจ เยี่ยเฟิงไม่รอช้า เขาตวัดมืออีกข้างหนึ่งเข้าที่ฝ่ามือของตนเอง คมกระบี่ไร้ลักษณ์กรีดผ่านเนื้อหนังจนโลหิตสีทองเรืองรองพรั่งพรูออกมา โลหิตเซียน! นี่คือโลหิตบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงด้วยวิถีกระบี่ขั้นสูงสุดและแก่นแท้แห่งปราณบรรพกาล ซึ่งจอมยุทธ์ทั่วไปต่อให้แลกด้วยชีวิตก็ไม่มีวันครอบครอง! เยี่ยเฟิงประคองศีรษะของมู่หรงเสวี่ยขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะประกบเรียวปากลงบนริมฝีปากที่เย็นเฉียบไร้สีสันของนาง บังคับให้หยดโลหิตเซียนสีทองไหลรินผ่านริมฝีปากนุ่มเข้าสู่ลำของนางโดยตรง นี่ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยชีวิต แต่นี่คือการ 'ถ่ายทอดรากvญาณและหลอมรวมวิญญาณ' ขั้นสูงสุด! *เปรี้ยงงงง!* ทันทีที่โลหิตเซียนสัมผัสกับแก่นแท้เหมันต์ในร่างของมู่หรงเสวี่ย เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ปราณสีทองอร่ามและปราณสีฟ้าครามบริสุทธิ์พวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนากราตรี ทะลุทะลวงหลังคาถ้ำน้ำแข็งจนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดยักษ์ แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาแผ่ขยายออกไปรัศมีหลายร้อยลี้ สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เหล่าสัตว์อสูรและผู้บำเพ็ญเพียรในละแวกใกล้เคียง ในห้วงจิตสำนึกที่เชื่อมต่อกัน เยี่ยเฟิงรู้สึกราวกับตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งความหนาวเหน็บอันไร้ขอบเขต ความเจ็บปวดจากการถูกแช่แข็งวิญญาณทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด ทว่าในขณะเดียวกัน มู่หรงเสวี่ยก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่น ความเด็ดเดี่ยว และความจริงใจอันไร้เงื่อนไขที่ชายหนุ่มมอบให้ พายุอารมณ์ที่ปั่นป่วนในร่างของนางค่อยๆ สงบลง ราวกับเปลวเพลิงแห่งความรักที่เข้าไปหลอมละลายแผ่นน้ำแข็งหนาเตอะ พลังปราณของทั้งสองผสานเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ วงแหวนเซียนสีทองปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของมู่หรงเสวี่ย จากวงที่หนึ่ง สู่ Wงที่สอง สาม สี่... และทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนถึงวงที่เก้า! พลังกดดันระดับเซียนบรรพกาลแท้จริงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนาง จนถ้ำน้ำแข็งทั้งหลังสั่นสะเทือนและเริ่มหลอมละลายกลายเป็นไอหมอก ทว่า ในขณะที่ปาฏิหาริย์แห่งความรักกำลังเอาชนะความตายนั้นเอง... ภายนอกถ้ำน้ำแข็ง ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำที่พวยพุ่งจากการระเบิดของพลังปราณ เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกก็ดังสะท้อนก้องกังวาน บดบังเสียงลมพายุจนสิ้นซอง *"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจเสียจริง จอมกระบี่ผู้ทะนงตน ยอมสละโลหิตเซียนเพื่อสตรีผู้นี้ ช่างโง่เขลานัก!"* เงาร่างมหึมาของพยัคฆ์ทมิฬปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจับจ้องมาที่ทั้งสองด้วยความกระหายเลือด มันไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอย่างที่คาดคิด หนำซ้ำ พลังปราณของมันยังเพิ่มพูนขึ้นจนน่าสะพรึงกลัวจากการกลืนกินปราณสวรรค์ที่รั่วไหลออกไปเมื่อครู่! *"เยี่ยเฟิง... ข้าต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ ที่ทำลายปราการป้องกันของนางด้วยมือของเจ้าเอง บัดนี้ ทั้งพลังเซียนน้ำแข็งและโลหิตเซียนในกายของนาง... จะตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!"* พยัคฆ์ทมิฬอ้าปากกว้าง ปราณทมิฬรวมตัวกันเป็นลูกแก้วความมืดขนาดมหึมา พุ่งตรงเข้ามาหมายจะกลืนกินทั้งร่างของเยี่ยเฟิงและมู่หรงเสวี่ยในคราเดียว! เยี่ยเฟิงที่ยังคงกอดมู่หรงเสวี่ยไว้แน่น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเหี้ยมเกรียมดั่งพญายมที่ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง มือขวาของเขาสัมผัสเข้าที่ด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ข้างเอวอย่างช้าๆ... "คิดจะชิมลางกระบี่ของข้า เจ้ายังเร็วไปร้อยปี!" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับที่คมกระบี่เริ่มเปล่งแสงสีทองอร่ามผสมผสานกับประกายน้ำแข็งเจิดจ้า ทว่า ในเสี้ยววินาทีก่อนที่กระบี่จะถูกชักออกจากฝักนั้นเอง ผืนแผ่นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รอยแยกสีดำสนิทเปิดออกที่พื้นถ้ำ พร้อมกับกลิ่นอายอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพยัคฆ์ทมิฬนับร้อยเท่าพุ่งทะยานขึ้นมาขวางกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสาม! ร่างในอาภรณ์สีเทาขาดวิ่นผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ทำให้วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง— *"ในที่สุด... ประตูแห่งแดนบรรพกาลก็เปิดออกแล้ว..."* --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเซียนอันดุเดือดนี้มาด้วยกันนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%