"ความโลภย่อมบังตาปุถุชน แต่วิชาที่พวกเจ้าโหยหา… มีแต่จะพรากวิญญาณไปจากร่าง!"
เสียงคำรามกึกก้องราสายัณห์อัคคีแผดเผาผืนป่าไผ่หมื่นลี้จนกลายเป็นจุล ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบทิศทางจนมิติสั่นสะเทือน บดขยี้แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าให้ยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายสิบวา เยี่ยเฟิงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของยอดฝีมือจากเจ็ดสำนักใหญ่ ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองกลุ่มคนนับร้อยที่ถืออาวุธครบมือด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เย็นชา และเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันดุเดือด
เบื้องหลังของเขาคือมู่หรงเสวี่ย เทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์ นางยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่าไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกจากร่างของนางกลับแช่แข็งหยาดน้ำค้างบนใบไม้ให้กลายเป็นเกล็ดแก้วในพริบตา สายตาคู่นั้นมองเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักที่เคยยกย่องตนเองด้วยความรู้สึกเวทนา
"เยี่ยเฟิง! เจ้าใช้วิชามารอันใดกันแน่? เพียงเวลาไม่ถึงปี เหตุใดค่ายกลกระบี่ของเจ้าจึงทะลวงผ่านขอบเขตเซียนแท้จริงไปได้!" ผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่เมฆาแผดเสียงตะโกน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและหวาดกลัว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนยามเมื่อมองเห็นร่องรอยการบรรลุวิถีกระบี่ขั้นสูงสุดที่ปรากฏอยู่บนร่างของเยี่ยเฟิง ความอัจฉริยะเช่นนี้ สั่นคลอนรากฐานของยุทธภพมานับพันปี ไม่มีใครยอมรับได้ว่าเด็กหนุ่มผู้ไร้สำนักเช่นมันจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปได้ง่ายดายเพียงนี้
"วิชามาร?" เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะดังก้องกังวานเสียดแทงแก้วหูของผู้คน "พวกเจ้าฝึกฝนวิชาจนแก่ตายในถ้ำมืดบอด ตะกละตะกลามในทรัพยากรเซียน รีดนาทาเร้นสำนักเล็กๆ เพื่ออำนาจ พอเห็นผู้อื่นก้าวล่วงสู่แดนสวรรค์ด้วยหยาดเหงื่อและคมกระบี่ของตนเอง กลับเหมาเอาว่าเป็นวิชามาร น่าขัน… น่าขันสิ้นดี!"
ทันใดนั้น บนไหล่ขวาของเยี่ยเฟิง จิ้งจอกอัคคีจอมกวนก็หาวหวอดออกมาคำรบหนึ่ง ขนสีแดงเพลิงของมันลุกชัน ดวงตาสีทองกลมโตหรี่มองกลุ่มคนที่ล้อมรอบอยู่ด้วยความดูแคลน มันส่งเสียงร้องเลียนแบบเสียงมนุษย์อย่างเยาะเย้ยถากถาง
"ฮ่าๆๆ เจ้านาย พวกมันหน้าซีดกันหมดแล้ว มนุษย์พวกนี้นี่นะ ยามเห็นคนเก่งกว่าก็อยากจะกราบไหว้ ยามกราบไม่ลงก็อยากจะฆ่าทิ้ง ช่างน่าสมเพชเสียจริง ปู่จิ้งจอกเห็นแล้วอยากจะพ่นไฟใส่หน้าพวกมันสักสามรอบนัก!"
"เจ้าสัตว์เดรัจฉาน! หุบปาก!" เจ้าสำนักพรรคอัคคีโลหิตคำรามลั่น ทนความอวดดีของสัตว์อสูรไม่ไหว สะบัดกระบี่เพลิงพุ่งทะยานเข้าจู่โจมด้วยกระบวนท่าสังหาร 'อัคคีผลาญนภา' เปลวเพลิงสีชาดแผดเผาอากาศจนบิดเบี้ยว พุ่งตรงเข้าหมายปลิดชีพเยี่ยเฟิงในกระบี่เดียว!
ทว่า เยี่ยเฟิงแม้แต่ชายตายังไม่แล กระบี่ในฝักยังคงสงบนิ่ง ราวกับมันมิได้อยู่ในสายตาของเขาแม้แต่น้อย
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว แต่มันไม่ใช่ฝีมือของเยี่ยเฟิง มู่หรงเสวี่ยขยับตัวเพียงเล็กน้อย ปราณน้ำแข็งพันปีพุ่งทะยานออกมาราวกับคลื่นสึนามิสีคราม แช่แข็งเปลวเพลิงสีชาดให้กลายเป็นน้ำแข็งกลางอากาศในพริบตา แรงปะทะสะท้อนกลับจนเจ้าสำนักพรรคอัคคีโลหิตต้องกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ร่างกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว พื้นดินใต้เท้าแตกละเอียด
"ผู้ใดที่บังارจญเข้าใกล้เขา… ต้องผ่านพ้นศพของข้าไปก่อน" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งขั้วโลกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากของมู่หรงเสวี่ย แววตานั้นปราศจากความเมตตา มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องบุรุษผู้กุมหัวใจนางไว้ทั้งหมด
เยี่ยเฟิงเหลือบมองสตรีข้างกาย มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียวงามที่เย็นเฉียบของนางไว้เบาๆ สัมผัสที่คุ้นเคยนี้ทำให้พลังปราณในร่างของเขายิ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ
"เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องลงมือหรอก คนพวกนี้… ข้าจะจัดการเอง"
คำพูดราบเรียบแต่มั่นใจอย่างยิ่งยวดทำให้มู่หรงเสวี่ยพยักหน้าน้อยๆ นางถอยหลัง1ก้าว เปิดทางให้บุรุษผู้เป็นดั่งฟ้าดินของนางได้วาดลวดลาย
เยี่ยเฟิงก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายปลดปล่อยจิตสังหารระดับเทวะที่กดทับเหล่าผู้อาวุโสจนเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์สطعประกายเจิดจ้าเสียดฟ้า เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกฉีกกระชากออกเป็นทางยาวด้วยรัศมีกระบี่เพียงสายเดียว
"ในเมื่อพวกเจ้าอยากเห็นวิชามารนัก ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าได้ประจักษ์ว่า 'กระบี่พิฆาตสวรรค์' ที่พวกเจ้าใฝ่ฝัน มันหน้าตาเป็นเช่นไร!"
เยี่ยเฟิงชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงกรีดร้องของคมกระบี่ดังกังวานสะเทือนขวัญคนทั้งยุทธภพ แสงสีทองสลับดำระเบิดรัศมีครอบคลุมรัศมีร้อยลี้ แรงกดดันมหาศาลทำให้ผู้ฝึกยุตินับร้อยต่างหน้าถอดสี ถอยร่นกรูดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ทว่าในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถูกเหวี่ยงออกไปเพื่อกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซาก ท้องฟ้าเบื้องบนกลับคำรามลั่นด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหวที่ผิดธรรมชาติ
*ครืนนน—!*
มิติเบื้องหน้าของเยี่ยเฟิงฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท ปราณทมิฬอันชั่วร้ายและเก่าแก่นับหมื่นปีพวยพุ่งออกมาจากความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งเย็นยะเยือกที่ดังสะท้อนก้องกวาดผ่านจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น
"ฮี่ๆๆ… ช่างเป็นพลังปราณที่หอมหวานยิ่งนัก เจ้าหนู… ในที่สุด ข้าก็ได้พบเจ้าเสียที เยี่ยเฟิง…"
ร่างเงาสูงใหญ่สวมเกราะสีดำทมิฬปรากฏขึ้นจากรอยแยกมิติ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองมาที่เยี่ยเฟิงด้วยความกระหายเลือด พยัคฆ์ทมิฬอสูรบรรพกาลก้าวออกมาจากขุมนรก พร้อมกับกองทัพเงาอสูรนับแสนที่แผ่ขยายอาณาเขตปิดกั้นเส้นทางหนีทีไล่ทั้งหมดของพวกเขาไว้จนสิ้นเชิง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเซียนอันดุเดือดนี้มาด้วยกันนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 16
ความริษยาของคนในยุทธภพ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!