กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 15

บททดสอบแห่งกระบี่คู่

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
“เจ้าจะให้ข้าเข้าใกล้มากกว่านี้อีกหรือ? นี่มันต่างอะไรกับการเอาวิญญาณกระบี่ไปปะทะกับพายุน้ำแข็ง... เจ้าอยากให้ข้ากลายเป็นรูปปั้นแกะสลักหรืออย่างไรแม่นางมู่หรง?” เยี่ยเฟิงเอ่ยพลางแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจกระบี่ฉายแววท้าทาย เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินหยกหมื่นปีใจกลางหุบเขาเหมันต์นิรันดร์ ห่างจากร่างอรชรของมู่หรงเสวี่ยเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ประดุจดอกเหมยท่ามกลางหิมะโชยมาปะทะนาสิก ทว่ามันกลับแฝงไว้ด้วยไอเย็นยะเยือกที่พร้อมจะแช่แข็งโลหิตในกายผู้ที่มิใช่ยอดฝีมือให้กลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา “หากเจ้าไม่ทิ้งความยโสและยอมหลอมรวมจิตกระบี่เข้ากับไอเย็นของข้า วิชาประสานเซียน ‘ดาราร่วงหล่นเหมันต์กัลป์’ ก็ไม่มีวันสำเร็จ เยี่ยเฟิง... ความตายของพวกเราขึ้นอยู่กับความกล้าหาญที่จะทำลายกำแพงในใจเจ้า” มู่หรงเสวี่ยตอบกลับ น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำที่นิ่งสนิท ดวงตาสีครามดุจท้องฟ้าฤดูหนาวของนางจ้องลึกเข้ามาในดวงตาเขา ราวกับจะอ่านทะลุถึงแก่นแท้แห่งเจตจำนง เจ้าจิ้งจอกอัคคีที่นอนหมอบอยู่มุมถ้ำขยับตัวเหยียดกายพลางหาวหวอด ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกวนประสาท “เฮ้อ! พวกเจ้าสองคนนี่ช่างน่ารำคาญจริงๆ จะฝึกวิชาหรือจะเกี้ยวพาราสีกันให้ข้าเห็นใจคนโสดอย่างข้าก็เลือกเอาสักอย่างเถิด นายท่าน... หากท่านมัวแต่เกรงใจแม่นางน้ำแข็งคนนี้ ระวังพยัคฆ์ทมิฬจะมาขย้ำคอเอาตอนที่ท่านยังทำตัวเป็นสุภาพบุรุษไม่เข้าเรื่องนะขอรับ!” เยี่ยเฟิงตวัดสายตาดุใส่เจ้าจิ้งจอก ก่อนจะหันมามองหญิงสาวตรงหน้า รอยยิ้มมุมปากเผยให้เห็นความมุ่งมั่นที่แท้จริง เขาค่อยๆ ยกมือขึ้น ประสานฝ่ามือเข้ากับฝ่ามือเย็นเยียบของมู่หรงเสวี่ย ทันทีที่สัมผัสแตะกัน ความรู้สึกดุจฟ้าผ่าลงกลางกายก็เกิดขึ้น! ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์อันร้อนแรงดั่งเปลวสุริยันในกายเยี่ยเฟิงพุ่งปะทะกับปราณเหมันต์นิรันดร์ของมู่หรงเสวี่ย มันไม่ใช่การประสานที่ราบรื่น แต่มันคือการปะทะกันอย่างรุนแรงของขั้วตรงข้าม เยี่ยเฟิงขบกรามแน่น เหงื่อกาฬซึมตามไรผมในขณะที่ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำสลับกับสีฟ้าคราม “อย่าฝืน...” มู่หรงเสวี่ยกระซิบเบาๆ สีหน้าของนางเริ่มมีความกังวลฉายชัด “ปล่อยให้กระแสปราณไหลเวียนผ่านหัวใจ... อย่าใช้กระบี่นำทาง แต่จงใช้ ‘ความว่างเปล่า’ นำทาง” เยี่ยเฟิงหลับตาลง เขาเริ่มเข้าสู่สภาวะสมาธิขั้นสูง ภาพนิมิตในใจเขาหมุนวนราวกับพายุ กระบี่ในจินตนาการของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนจากเหล็กกล้าที่ดุดัน กลายเป็นสายน้ำที่อ่อนโยนแต่คมกริบดุจสายฟ้า เขาปล่อยให้ปราณเหมันต์ของมู่หรงเสวี่ยไหลเข้าสู่จุดตันเถียน ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนถูกบดขยี้และหล่อหลอมใหม่ในเวลาเดียวกัน ข้างนอกถ้ำนั้น พลังปราณมหาศาลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขา หิมะที่ตกลงมาเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น พลังงานสองสาย—ร้อนและเย็น—ผสานกันเป็นเส้นแสงสีขาวนวลทอประกายเจิดจ้าขึ้นสู่ท้องฟ้า ยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ที่เงียบสงบมานับพันปีเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ทว่าในจังหวะที่การหลอมรวมกำลังดำเนินไปถึงจุดชี้ขาด ความรู้สึกบางอย่างที่ผิดปกติก็แวบเข้ามาในจิตสำนึกของเยี่ยเฟิง เขาพบว่าในไอเย็นของมู่หรงเสวี่ยนั้นไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่า แต่มันมีความโหยหา... ความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเซียนที่ไร้ความรู้สึก เขาลืมตาทั้งสองข้างขึ้นในทันที ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีทองสว่างวาบ “เจ้า... เจ้าไม่ได้ฝึกเพื่อบรรลุระดับเซียนเพียงอย่างเดียว แต่เจ้ากำลังฝืนใช้พลังชีวิตของตนเองเพื่อรับทัณฑ์แทนข้า!” มู่หรงเสวี่ยสะดุ้งสุดตัว ดวงตาสั่นระริก “เจ้า... รู้ได้อย่างไร?” “เพราะหัวใจของเจ้ามันร้องบอกข้าอย่างไรเล่า!” เยี่ยเฟิงแผดเสียงก้องกังวาน เขารวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มี เปลี่ยนจากการ ‘รับ’ เป็นการ ‘ถ่ายเท’ เขาดึงเอาความร้อนแรงแห่งจิตวิญญาณตนเองเผาผลาญไอเย็นที่กัดกินร่างกายของนางทิ้งไป บรรยากาศในถ้ำพลันระเบิดออกด้วยแรงดันมหาศาล! เศษหินหยกแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ พลังระดับเซียนขั้นต้นเริ่มก่อตัวขึ้นภายในร่างของทั้งสอง แต่มันกลับไม่ใช่การบรรลุที่สมบูรณ์ เพราะในวินาทีนั้นเอง เสียงคำรามของอสูรที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากภายนอกถ้ำ ทำเอาพื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่นจนยากจะทรงตัว “พยัคฆ์ทมิฬ! มันหาเราพบได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไร!” จิ้งจอกอัคคีคำรามพลางแยกเขี้ยว เยี่ยเฟิงผละจากมู่หรงเสวี่ย มือขวาของเขากระชับด้ามกระบี่ที่สั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง เสียงโลหะปะทะฝักดังกังวานก้องไปทั่วขุนเขา พลังปราณของเขากับมู่หรงเสวี่ยที่ยังหลอมรวมกันไม่สมบูรณ์พุ่งทะลุขีดจำกัด กระบี่เล่มหนึ่งถูกชักออกจากฝักกลางอากาศ พลังทำลายล้างที่อัดแน่นอยู่ในกระบี่นั้นทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวจนมองเห็นรอยแตกเป็นสายใย ทว่า ท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก เงาดำมหึมาที่ปกคลุมปากถ้ำกลับไม่ได้จู่โจมเข้ามาทันที แต่กลับมีเสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังก้องออกมาแทนที่ “ยินดีด้วย... เจ้าได้หลอมรวมจิตวิญญาณกับนางเซียนสำเร็จแล้ว แต่เจ้าลืมไปหรือไม่เยี่ยเฟิง... ว่ายิ่งพลังประสานของพวกเจ้าแข็งแกร่งเพียงใด ‘พันธสัญญาเลือด’ ที่นางแบกรับไว้ ก็ยิ่งบีบคั้นหัวใจของนางให้แหลกสลายเร็วขึ้นเท่านั้น” สิ้นเสียงปริศนานั้น มู่หรงเสวี่ยก็กระอักเลือดสีดำออกมาคำโต ร่างของนางทรุดฮวบลงในอ้อมแขนของเยี่ยเฟิง ดวงตาสีครามที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับกลายเป็นสีแดงฉาน และรอยสลักอักขระเวทสีเลือดบนหัวไหล่ของนางเริ่มปรากฏชัดขึ้นราวกับมีชีวิต! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเซียนอันดุเดือดนี้มาด้วยกันนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%