คราบน้ำตาบนแก้มเนียนยังไม่ทันแห้งสนิทดี ประโยคที่เพิ่งหลุดจากริมฝีปากของรินทร์ลดาก็ราดรดลงมาบนความรู้สึกราวกับน้ำไนโตรเจนเหลว ทุกอณูในร่างกายของรินรดาสั่นสะท้าน ไม่ใช่ด้วยความหนาวเหน็บจากเครื่องปรับอากาศในเพนท์เฮาส์หรูหรา หากแต่เป็นความชาดิ่งที่แล่นริ้วจากปลายนิ้วขึ้นสู่ขั้วหัวใจ
*‘ความจริงที่แกไม่มีวันหนีพ้น... รินทร์ลดาคือน้องสาวแท้ๆ ของแกเอง’*
"คุณพูดบ้าอะไรออกมา..." เสียงของรินรดาแหบพร่า ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววพยศและดื้อรั้น บัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มือเรียวที่กำชายเสื้อสูทราคาแพงของอีกฝ่ายอยู่ค่อยๆ คลายออก ราวกับกลัวว่าสัมผัสของตนจะแปดเปื้อนสายเลือดเดียวกัน
รินทร์ลดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข มันแห้งแล้ง และเต็มไปด้วยเศษซากความร้าวรานที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากาก CEO สาวผู้เย่อหยิ่งและทรงอิทธิพล ดวงตาคู่คมที่มักจะมองคนอื่นด้วยความดูแคลน บัดนี้แดงก่ำ รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสที่เจ้าตัวพยายามกะพริบไล่มันกลับเข้าไปอย่างสุดความสามารถ
"ตกใจมากหรือไง?" รินทร์ลดาย้อนถาม น้ำเสียงเยียบเย็นและสั่นเครือเล็กน้อยจนคนฟังจับสังเกตได้ "นึกว่าเธอจะเป็นคนเดียวหรือไงที่มีสิทธิ์แบกรับอดีตอันเน่าเฟะพวกนั้น... ฉันเองก็เกลียดความจริงข้อนี้ไม่แพ้เธอหรอก รินรดา"
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นกว้างขวางตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว แต่มันกลับทำให้หูของทั้งสองอื้ออึง รินรดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก สมองที่เคยฉลาดเป็นกรดและประมวลผลได้อย่างรวดเร็วในทุกสถานการณ์ กลับว่างเปล่าและขาวโพลน เธอกำลังเผชิญหน้ากับใครอยู่? เจ้านายจอมเผด็จการ ปากร้าย และชอบเอาชนะ... หรือผู้หญิงอีกคนที่โชคร้ายไม่แพ้กันในเกมชีวิตที่ผู้ใหญ่ใจร้ายสร้างไว้
"ถ้า... ถ้ามันเป็นเรื่องจริง..." รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ "ทำไมคุณถึงทำกับฉันแบบนี้? ทำไมต้องดึงฉันเข้ามาใกล้ ทำไมต้องใจร้าย... แล้วก็ทำเหมือนฉันเป็นแค่ของเล่นพาร์ทรูมของคุณ!"
"แล้วจะให้ฉันทำยังไง!" รินทร์ลดาตวาดกลับเสียงดังลั่น เผลอขยับตัวเข้าประชิดจนแผ่นหลังบางของรินรดาแทบจะแนบติดไปกับผนังกระจกใสที่มองเห็นวิวกรุงเพจนยามค่ำคืน มือเรียวยาวของ CEO สาวเอื้อมไปทาบกับกระจก กักตัวเด็กสาวไว้ตรงกลางวงแขน ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "จะให้ฉันทำเป็นมองไม่เห็นเด็กผู้หญิงปากดีที่วิ่งวุ่นทำงานพาร์ทไทม์จนแทบไม่มีเวลานอน ทั้งๆ ที่รู้ว่าสายเลือดเดียวกันกำลังดิ้นรนอยู่ข้างนอกนั่นงั้นเหรอ? หรือจะให้ฉันวิ่งเข้าไปกอดแล้วบอกว่า *'สวัสดีจ่ะน้องสาว ฉันคือน้องสาวฝาแฝด/พี่สาวที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเหมือนกันนะ'* แบบนั้นมันตลกสิ้นดีรินรดา!"
"แต่มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมาใช้วิธีบิดเบี้ยวแบบนี้!" รินรดาเถียงกลับสุดเสียง หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะลงมาอีกระลอก เธอยกมือขึ้นผลักอกอีกฝ่ายเต็มแรง แต่รินทร์ลดากลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหินผา "คุณสนุกมากเหรอที่เห็นฉันต้องวิ่งตามเกมที่คุณขีดเส้นไว้ คุณสนุกเหรอที่ได้ทรมานฉันทางอ้อม!"
"ฉันไม่ได้ทรมานเธอ!" รินทร์ลดาตะคอกกลับ น้ำเสียงเจือสะอื้นเล็กน้อยที่เจ้าตัวรีบกลืนกลับลงไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าสวยเฉี่ยวโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความสั่นไหวในห้วงอารมณ์ "ที่ฉันดึงเธอเข้ามาใกล้... เพราะฉันทนเห็นเธอพังทลายอยู่คนเดียวไม่ได้ต่างหาก! รินทร์ลดาคนนี้ไม่เคยสนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่กับเธอ... เธอมันคือข้อยกเว้นตั้งแต่แรก"
คำพูดนั้นทำให้รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตมองใบหน้าของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายและ... สายเลือดเดียวกันอย่างค้นหา ความเย่อหยิ่งรingเลือนหายไป เหลือเพียงความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ใต้เกราะเหล็กหนา
"คุณพูดจริงเหรอ..." เสียงของรินรดาแผ่วเบาลง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสับสนเวิ้งว้าง "ที่คุณทำทั้งหมด... ไม่ใช่เพราะเกลียดฉันหรอกเหรอ"
"ถ้าเกลียด... ฉันคงเขี่ยเธอพ้นทางตั้งแต่เดือนแรกที่เธอเข้ามาเหยียบตึกบริษัทแล้ว" รินทร์ลดาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ความเกรี้ยวกราดในแววตาค่อยๆ มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนล้าและประกายความอาทรที่เจ้าตัวมักจะซ่อนไว้มิดชิดเสมอ ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา "โง่จริงนะ... รินรดา ทั้งที่ฉลาดเป็นกรดแท้ๆ แต่เรื่องของตัวเองกลับมองไม่เคยออกเลย"
สัมผัสที่อ่อนโยนผิดวิสัยทำให้รินรดาตัวแข็งทื่อ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ความใกล้ชิดที่แนบ
ชิดนี้ไม่มีร่องรอยของความฉุนเฉียวหรือการเอาชนะ มีเพียงความอ้างว้างของสองดวงวิญญาณที่บังเอิญถูกเหวี่ยงให้มาพบกันในโลกอันโหดร้าย
"แล้วเราควรทำยังไงต่อไป..." รินรดาพึมพำถาม เสียงกระซิบรา-ลอยไปกับสายลมยามค่ำคืน "ในเมื่อความจริงมันเป็นแบบนี้... เรายังจะเป็น... แบบนั้นได้อีกเหรอ"
รินทร์ลดาชะงักไปนิด ดวงตาคมกริบมองริมฝีปากสั่นระริกของคนที่อยู่ใต้ร่าง ก่อนที่มุมปากสวยจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเย้ายวนใจในแบบฉบับของ CEO สาวผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?" รินทร์ลดาโน้มใบหน้ากระซิบชิดริมหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้น颈จนรินรดาขนลุกซู่ "ในเมื่อกฎบริษัทไม่ได้ห้ามพี่น้องสายเลือดเดียวกันรักกัน... แล้วใครหน้าไหนจะกล้าห้ามฉัน?"
"คุณมัน..." รินรดาอ้าปากค้าง จะต่อว่าแต่ก็ถูกสายตาแพรวพราวแกมคลั่งรักของอีกฝ่ายตรึงไว้จนพูดไม่ออก
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผสานรอยร้าวและอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่เพิ่งเริ่มต้น...
*กริ๊งงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าเพนท์เฮาส์ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ ตามมาด้วยเสียงทุบประตูดังปึงปัง และเสียงตะโกนโวยวายที่ลอดเข้ามาจนได้ยินชัดเจน
"รินทร์ลดา! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าเธอยังอยู่ในนั้น ยัยตัวแสบ!"
ร่างของรินทร์ลดาชะงักกึกทันที ใบหน้าที่เพิ่งจะอ่อนโยนลงเมื่อครู่กลับมาเย็นเยียบราวน้ำแข็งในเสี้ยววินาที รินรดาเบิกตากว้างเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ
นั่นคือเสียงของ 'มารุต' คู่หมั้นหนุ่มที่ครอบครัวบังคับให้คบหา และเขาไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้!
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เจ้านายครับ... ขาเตียงผมคึกคัก•ตอนที่ 32
รินรดาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... ขาเตียงผมคึกคัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!