"ถ้าพวกแกคิดจะมาไถเงินค่าข้าวต้มหมูสามชั้นก้นหม้อเมื่อวานนี้อีกล่ะก็ เชิญเดินออกไปทางประตูแล้วนับก้อนหินหน้าบ้านเอาเองเถอะครับ ว่าสะพายหน้าผากกลับบ้านกี่รอบถึงจะพอ!"
เสียงทุบโต๊ะไม้สนเก่าๆ ดังปังจนถ้วยกระเบื้องเคลือบสั่นสะท้าน ไป๋ไห่เฉิงในชุดเสื้อคอตตอนสีหม่นที่เปื้อนคราบน้ำมันหมู หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโมโหจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหยาบกร้านชี้หน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเดือดดาล
"ไป๋ลี่อิน! นังหลานอกตัญญู! แกกล้าดียังไงมาพูดจาก도ร (ไร้มารยาท) กับผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้! ข้าวสารตระกูลไป๋ที่พวกแกต้มกินกันจนพุงกางเมื่อวาน ไม่ใช่เพราะน้ำพักน้ำแรงของพวกฉันหรอกรึไงที่ไปขุดมันมาจากแปลงนาทางเหนือ!"
บรรยากาศในห้องโถงคับแคบของบ้านพักหลังน้อยอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนกันได้ ไป๋ลี่อินยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องครัว สีหน้าของเธอเรียบเฉย เย็นชา และฉายแววเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองร่างท้วมของลุงใหญ่ที่กำลังหายใจฮึดฮัดราวกับวัวกระทิง
ในอดีต... ร่างสะใภ้รองผู้นำพาความอ่อนแอและหวาดกลัวมาสู่บ้านหลังนี้ ยอมก้มหัวให้คนตระกูลไป๋สูบเลือดสูบเนื้อจนแทบไม่เหลือแม้แต่แรงจะหายใจ แต่ทว่า "ไป๋ลี่อิน" คนปัจจุบันคือศัลยแพทย์มือหนึ่งผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการเจรจากับมหาเศรษฐีและคนไข้สติแตกมานักต่อักนัก คนอย่างไป๋ไห่เฉิง... สำหรับเธอแล้วก็เป็นแค่เชื้อโรคชนิดหนึ่งที่ต้องกำจัดด้วยการวินิจฉัยที่เฉียบขาดเท่านั้น
"ผู้หลักผู้ใหญ่?" ไป๋ลี่อินทวนคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่ากลัว เธอก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาชายวัยกลางคนทีละก้าว แรงกดดันจากท่าทีสง่างามแต่เย็นเยียบทำให้ไป๋ไห่เฉิงถึงกับชะงัก ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ท่านลุงใหญ่ครับ ท่านลองใช้สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ไตร่ตรองให้ดีๆ หน่อย ข้าวสารตระกูลไป๋แปลงนาทางเหนือที่ท่านอ้างนักอ้างหนานั้น ในบัญชีส่วนกลางของหมู่บ้านระบุชัดเจนว่าเป็นที่ดินสาธารณะที่ครอบครัวเราลงแรงหักร้างถางพงตั้งแต่ปีกลาย ส่วนข้าวสารที่ท่านเอามา 'ทวง' เมื่อครู่... หึ เป็นข้าวลีบที่โรงสีเขาคัดทิ้งแล้วเอามาเวียนขายไม่ใช่หรือครับ? หรือว่าความจำของท่านเริ่มเสื่อมถอยตามอายุขัย จนแยกไม่ออกระหว่างข้าวต้มคนกับอาหารหมู?"
"แก! นัง... นังเด็กปากดี!" ไป๋ไห่เฉิงหน้าดำเป็นก้นหม้อ มือหนายกขึ้นเงื้อมหมายจะตบสั่งสอนหลานสาวสักฉาด
หมับ!
ทว่า ก่อนที่ฝ่ามือหยาบจะทันกระทบใบหน้าของหญิงสาว มือแกร่งดั่งคีมเหล็กคู่หนึ่งก็เอื้อมมารับข้อมือของไป๋ไห่เฉิงไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกข้อมือของชายแก่ลั่นกรอบจนเจ้าตัวต้องร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด
เฉินเฟิงก้าวออกมาจากมุมมืดของห้อง ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาสีเข้มดุดันราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังปกป้องอาณาเขต แววตาคู่นั้นเย็นชาจนไป๋ไห่เฉิงรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งขั้วโลก
"ถ้าไม่อยากให้มือข้างนี้ใช้งานไม่ได้ไปตลอดชีวิต ก็กรุณาเก็บมันกลับไปซะครับ" เฉินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุบต่ำทรงพลัง แม้จะไม่ได้ตะคอก แต่กลับมีอิทธิพลกดดันจนคนฟังแทบเข่าทรุด
ไป๋ไห่เฉิงหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก รีบดึงมือกลับมากุมไว้แน่น พลางชี้หน้าสามีภรรยาคู่นี้ด้วยความแค้นเคือง "ดี! ดีมาก! พวกแกสองคนผัวเมียร่วมมือกันรังแกคนแก่ เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องผู้ใหญ่บ้าน ให้มาดูความเนรคุณของพวกแก!"
พูดจบ ไป๋ไห่เฉิงก็สะบัดตูดเดินฮึดฮัดออกไปจากบ้าน ทิ้งเสียงกระแทកเท้าปึงปังไว้เบื้องหลัง
ไป๋ลี่อินมองตามแผ่นหลังที่เดินลับตาไป ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เธอยกมือขึ้นนวดขมับเล็กน้อย แม้จะจัดการคนพวกนี้ได้ไม่ยาก แต่ความน่ารำคาญใจก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อย
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง ความอบอุ่นอันคุ้นเคยก็โอบล้อมรอบกาย เมื่ออ้อมแขนกว้างของเฉินเฟิงสวมกอดเธอจากด้านหลัง คางแข็งแรงเกยลงบนไหล่มน พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู
"เหนื่อยไหมครับภรรยา... เดี๋ยวผมจัดการเรื่องที่เหลือเอง"
กลิ่นอายบุรุษจางๆ และความอบอุ่นจากตัวเขา ทำให้ความตึงเครียดในใจของไป๋ลี่อินมลายหายไปในพริบตา เธอยิ้มออกมาบางเบา หันไปตบหลังมือหนาเบาๆ เป็นเชิงบอกว่าเธอไม่เป็นไร
"ฉันไม่เหนื่อยหรอกครับ... แต่ตอนนี้ ฉันกำลังคิดถึงเรื่องอื่นมากกว่า" ไป๋ลี่อินหรี่ตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
"เรื่องอะไรหรือครับ?" เฉินเฟิงเลิกคิ้วอย่างสงสัย
"คุณจำผักกาดดองสามรสในมิติห้องตรวจของฉันได้ไหมครับ? ถ้าเราเอาออกมาหมักเพิ่มแล้วลองทำ 'ซาลาเปาไส้ผักดองหมูสามชั้น' ออกไปขายที่ตลาดมืดในอำเภอคืนนี้ คุณคิดว่าชาวบ้านที่กำลังหิวโซในหน้าหนาวนี้ จะยอมควักเงินในกระเป๋าออกมาซื้อกี่หยวน?"
ริมฝีปากของเฉินเฟิงยกย่องขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงฝีมือการทำอาหารระดับเชฟของภรรยา เขากระชับกอดให้แน่นขึ้น ดวงตาพราวระยับด้วยความรักและเอ็นดู
"ต่อให้ขายแพงแค่ไหน ก็ต้องขายหมดเกลี้ยงภายในสิบนาทีแน่นอนครับ"
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
ทันใดนั้น เสียงทุบประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง ไม่ใช่เสียงของไป๋ไห่เฉิงผู้ลุง แต่เป็นเสียงเคาะที่หนักแน่นและเป็นจังหวะแบบทหาร พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อเฉินเฟิงด้วยความร้อนรนจากปากทางเข้าหมู่บ้าน
"ผู้กองเฉิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! สหายที่สถานีรถไฟส่งโทรเลขด่วนมาแจ้งว่า... 'พัสดุลับ' จากเมืองหลวงที่ท่านรอคอย ถูกคนกลุ่มหนึ่งสกัดจับไว้ที่ด่านตรวจชายแดน!"
เฉินเฟิงหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนายทหารหนุ่มในเสี้ยววินาที
จากใจจริง "หมอภัทรแก้ไขชะตา" ครับ
ห้องตรวจหมอหญิงกับซุปเปอร์ฟาร์มยุค 80•ตอนที่ 2
เสียงโวยวายหน้าบ้านของญาติจอมสูบ
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องตรวจหมอหญิงกับซุปเปอร์ฟาร์มยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!