เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 14

ค่ำคืนใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"ยินดีต้อนรับกลับสู่บัลลังก์มาร... ท่านประมุขน้อย" เสียงก้องกังวานของหุบเขาหมื่นพิษยังคงสะท้อนวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของหลิ่งเฟิง ราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนรอยแผลเป็นในอดีต ทว่าในยามวิกาลนี้ ภายใต้แสงจันทร์สีครามที่สาดส่องลงมากระทบผืนป่าไผ่เหมันต์ บรรยากาศกลับมิได้อบอวลด้วยไอสังหารแห่งแดนอธรรม หากแต่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงการไหลเวียนของโลหิตและเสียงถอนหายใจอันแผ่วเบาของบุรุษผู้หนึ่ง มู่หรงเซียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าศิษย์เอก... หรือบัดนี้สมควรเรียกว่า 'ศิษย์ทรยศ' นางเซียนโอสถน้ำแข็งผู้มีเรือนร่างบอบบางดั่งหยกสลัก ทว่าแผ่ไอเย็นเยือกสะท้านฟ้าดิน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางต้องสายลมยามค่ำคืนจนพลิ้วไหวราวกับเซียนสาวผู้กำลังจะเหินบินสู่สรวงสวรรค์ ทว่าดวงตาคู่คมกลับมิได้มีความเย็นชาดั่งเช่นกาลก่อน มีเพียงความระคนสับสน ความร้าวราน และคำถามนับพันที่ยังมิได้รับการคลี่คลาย "เจ้าเปลี่ยนไปมาก... หลิ่งเฟิง" น้ำเสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบ ดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น แต่นางเซียนผู้สูงส่งย่อมรู้ดีแก่ใจว่า ภายใต้ผิวน้ำนั้นกำลังเกิดคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงเพียงใด กลิ่นอายมารที่แผ่ออกมาจากร่างของหลิ่งเฟิงในยามนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายธรรมะจะยอมรับได้ มันคือพลังอันมืดมนและดุดันที่หล่อหลอมขึ้นจากความแค้นและความตาย หลิ่งเฟิงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ รอยยิ้มของเขาเจือความขื่นขมและเย้ยหยัน "อาจารย์... ท่านยังคงเรียกข้าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยคุณธรรมเช่นนี้อีกหรือ? วันที่ข้าตกหน้าผาไร้แสง วันที่ลมปราณของข้าแตกซ่านเพราะคำสั่ง 'ผดุงความยุติธรรม' ของสำนักท่าน ท่านเคยเอ่ยคำเหล่านี้บ้างหรือไม่?" คำพูดของหลิ่งเฟิงดุจเข็มพิษที่ปักลงกลางใจของมู่หรงเซียน ร่างเพรียวระหงสะท้านเล็กน้อย นางหลับตาลงช้าๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่ตีรวนขึ้นมาในอก ปมในอดีตเรื่องการสูญเสียศิษย์รักไปโดยไม่ตั้งใจยังคงหลอกหลอนนางในยามนิทรา แม้ในความเป็นจริงหลิ่งเฟิงจะรอดชีวิตกลับมา แต่วิญญาณและเส้นทางเดินของเขากลับแปดเปื้อนสีเลือดแห่งแดนอธรรมไปเสียแล้ว "วันนั้น... ข้าไม่มีทางเลือก" มู่หรงเซียนลืมตาขึ้น จ้องมองศิษย์รักด้วยแววตาที่สั่นระริก "กฎของสำนักเซียนโอสถดุจเหล็กกล้า หากผู้ใดฝึกฝนเคล็ดวิชาต้องห้าม ผู้นั้นย่อมต้องถูกขับไล่และลงทัณฑ์ ข้าเป็นถึงผู้นำสำนัก หากข้าไม่ลงมือด้วยตนเอง เจ้าคิดว่าสำนักใหญ่อื่นๆ จะปล่อยเจ้าไปหรือ?" "คำก็กฎ สองคำก็คุณธรรม!" หลิ่งเฟิงก้าวเข้าไปประชิดนางเซียนผู้เป็นอาจารย์ทีละก้าว แววตาของเขาดุดันและลุ่มลึก ปราณมารรอบกายแผ่ขยายออกจนใบไผ่รอบด้านเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทและร่วงหล่นลงพื้น "ท่านพูดราวกับว่าชีวิตของข้าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานแห่งความถูกต้องของพวกท่าน! ท่านรู้หรือไม่ว่าในหุบเขาไร้แสง ที่ซึ่งความมืดกลืนกินวิญญาณทุกยามค่ำคืน ข้าต้องอดทนมีชีวิตรอดมาได้อย่างไร? ข้าไม่ได้กลับมาเพื่อฟังคำแก้ตัวของท่าน... มู่หรงเซียน!" การเรียกขานนามจริงของอาจารย์โดยปราศจากคำคารวะ ทำให้บรรยากาศรอบกายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ มู่หรงเซียนมิได้โกรธเกรี้ยว นางเพียงแต่มองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มผู้เป็นทั้งลูกศิษย์และคนเดียวในใจของนาง ความเจ็บปวดที่ฉายชัดอยู่ในแววตานั้นทำให้หัวใจของเซียนสาวเจ็บแปลบราวกับถูกกระบี่นับพันเล่มทิ่มแทง นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไป หมายจะแตะลงบนบ่าของเขาเพื่อถ่ายทอดลมปราณบริสุทธิ์ระงับความบ้าคลั่งในตัวเขา ทว่าหลิ่งเฟิงกลับเบี่ยงกายหลบอย่างเย็นชา "อย่าแตะต้องตัวข้าด้วยมือคู่นั้น" หลิ่งเฟิงกล่าวเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบจ้องมองนางเซียนราวกับต้องการจะอ่านความคิดทั้งหมด "มือที่เคยลงทัณฑ์ข้า มือที่ปกป้องความเน่าเฟะของยุทธภพนี้... ท่านยังมีความอาจหาญหลงเหลืออยู่หรือที่จะมาทำทีเป็นห่วงเป็นใยข้าในยามนี้?" "เจ้าเด็กโง่..." มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับหยดน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมา นางเป็นถึงเซียนโอสถผู้เกรียงไกร ผู้คนนับหมื่นต่างก้มหัวคำนับด้วยความยำเกรง ทว่าต่อหน้าบุรุษผู้นี้ นางกลับรู้สึกอ่อนแอราวกับหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง "เจ้าคิดว่าข้ามีความสุขนักหรือที่เห็นเจ้าเดินเข้าสู่เส้นทางสายมาร? เจ้าคิดว่าข้าลืมคืนวันที่เราเคยร่วมบำเพ็ญเพียรใต้แสงจันทร์นี้กระนั้นหรือ?" คำพูดของนางทำให้หลิ่งเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ภาพความหลังในอดีตผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง คืนวันที่พวกเขายังคงสงบสุข อาจารย์คอยชี้แนะเคล็ดวิชาโอสถ ส่วนศิษย์คอยเฝ้ามองรอยยิ้มอันหายากบนใบหน้าเยือกเย็นนั้น ทว่าความทรงจำอันงดงามเหล่านี้ถูกแผดเผาด้วยไฟแห่งความแค้นไปจนหมดสิ้นแล้ว หรือแท้จริงแล้ว... มันยังคงหลงเหลือเศษ1;เถ้าถ่านที่รอวันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง? "ถ้าเช่นนั้น..." หลิ่งเฟิงโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมอุ่นร้อนของลมปราณสัมผัสกับผิวแก้มเนียนของนางเซียน น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นกระซิบแผ่วเบา ทว่าทรงพลังดึงดูดใจจนลมหายใจของมู่หรงเซียนสะดุด "หากท่านยังคงระลึกถึงวันวานเหล่านั้น เหตุใดท่านจึงไม่ละทิ้งทุกสิ่ง... ละทิ้งสำนัก ละทิ้งวิถีเซียนจอมปลอม แล้วติดตามข้าไปสู่บัลลังก์มาร? ไปอยู่เคียงข้างข้าในฐานะราชิดาแห่งความมืด... ท่านกล้าพอหรือไม่?" ดวงตาของมู่หรงเซียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คำชวนนี้มิใช่เพียงแค่การเย้าแหย่ แต่มันคือการท้าทายกฎแห่งสวรรค์และวิถีชีวิตทั้งหมดที่นางยึดมั่นมาตลอดชีวิต การทรยศต่อสำนักเซียนโอสถเท่ากับการเป็นศัตรูกับยุทธภพทั้งสามแดน นางยังไม่ทันได้เอ่ยวาจาใดๆ เพื่อตอบรับหรือปฏิเสธ ทันใดนั้นเอง ท้องน้ายามค่ำคืนที่เคยกระจ่างใสด้วยแสงจันทร์ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดุจปีศาจกลืนกินดวงจันทร์ สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนผืนแผ่นดิน แรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์แผ่ซ่านลงมาจนไผ่ทุกต้นในป่าสั่นสะท้าน "แย่แล้ว..." มู่หรงเซียนสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที นางสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ "คนของสำนักเซียน... ตามรอยลมปราณมารของเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว!" หลิ่งเฟิงหาได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน พลางชักกระบี่มารสีนิลออกจากฝัก เสียงโลหิตกระทบอากาศดังขึ้นพร้อมกับไอสังหารที่พุ่งทะยานเสียดฟ้า เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว หันมามองสตรีผู้เป็นอาจารย์ด้วยแววตาที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง "อาจารย์ ท่านต้องเลือกแล้ว..." หลิ่งเฟิงเอמהเบาๆ ท่ามกลางเสียงคำรามของสายฟ้าฟาดลงมาเบื้องหน้า "ระหว่างกระบี่ของสำนักเซียนที่จะสังหารข้า... กับมือของท่าน ที่จะเลือกกุมกระบี่เล่มนี้เพื่อปกป้องข้าจากฟ้าดิน!" กระบี่มารสีนิลถูกชูขึ้นฟ้า พร้อมกับเงามืดมหึมาที่แผ่ขยายปกคลุมร่างของทั้งสองคนไว้จนมิด ขณะที่เงาร่างนับร้อยของเหล่าผู้อาวุโสสำนักเซียนโอสถกำลังพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามาใกล้ทุกที... โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "เพลิงโอสถสวรรค์" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%