"คิดว่าขัดขวางศิษย์สำนักเซียนโอสถแล้ว เจ้าจะรอดออกไปจากหุบเขาอสูรโลหิตได้เช่นนั้นหรือ... หลิ่งเฟิง!"
เสียงตะคอกก้องกังวานดุจสายฟ้าฟาดผ่ากลางฤดูร้อน ดังสะท้อนไปทั่วผาชันอันมืดมิด ไอปราณสีครามเข้มข้นแผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเซียนโอสถ นามว่า 'ไป๋เฉิน' ผู้ถือครองกระบี่เบิกฟ้า เงาร่างนับร้อยของเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงต่างพากันทะยานแหวกอากาศเข้ามาปิดล้อมเส้นทางเบื้องหน้าและเบื้องหลังจนมืดฟ้ามัวดิน แรงกดดันจากขอบเขตผนึกสวรรค์ขั้นสมบูรณ์แผ่ซùmซาบ กดทับจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น
ทว่า ใจกลางวงล้อมนั้น... หลิ่งเฟิงกลับยืนหยัดอย่างสง่างามโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา กระบี่มารสีนิลในมือยังคงส่งเสียงคำรามกระหายเลือด รัศมีสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ต้านทานแรงกดดันระดับมหาศาลได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้านข้างของเขาคือ 'มู่หรงเซียน' เซียนโอสถน้ำแข็งผู้เลื่องชื่อ นางยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหยกขาว ไอปราณความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกรอบกายจนเกล็ดน้ำแข็งก่อตัวกลางอากาศ แววตาของนางที่มองไปยังผู้อาวุโสไป๋เฉินเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและเย็นชา
"ผู้อาวุโสไป๋... ท่านยังคงยึดติดกับกฎระเบียบคร่ำครึและอำนาจจอมปลอมเช่นนี้ไม่เสื่อมคลาย" หลิ่งเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ "สำนักเซียนโอสถที่ข้าเคยเคารพ บัดนี้เน่าเฟะจากภายใน เสียจนแม้แต่กลิ่นอายของความยุติธรรมก็ยังหลงเหลือไม่ I"
"สามห่าว!" ไป๋เฉินคำรามลั่น ใบหน้าชราภาพบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "เจ้ามันคือศิษย์ทรยศ นอกรีตผู้ใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม วันนี้ข้าจะใช้กระบี่เบิกฟ้าชำระล้างมลทินให้แก่สำนัก ปลดปล่อยวิญญาณชั่วร้ายของพวกเจ้าเสีย!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างของไป๋เฉินก็พุ่งทะยานออกไปดุจดาวตก แรงกดดันระดับมหาศาลระเบิดออกรัศมีร้อย丈 (ประมาณ 300 เมตร) กระบี่เบิกฟ้าในมือเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า ผ่าตัดมิติอากาศจนเกิดเสียงระเบิดก้องกังวาน ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะพุ่งเข้าประชิดตัวของหลingเฟิงนั้นเอง...
ปัง!
คลื่นกระแทกสีโลหิตสายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่างอย่างกะทันหัน ขัดขวางวิถีกระบี่ของไป๋เฉินจนต้องถอยร่นไปสามก้าวด้วยความตกใจ พื้นดินรอบบริเวณสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับภูเขาไฟใต้พิภพกำลังจะปะทุ
"ช้าก่อน... ผู้อาวุโสไป๋ เหตุใดต้องรีบร้อนสังหารคนของสำนักเราด้วยเล่า?"
น้ำเสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังอำนาจดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหน้า ท่ามกลางหมอกสีนิลที่ค่อยๆ แผ่ขยายออก ปรากฏร่างของชายชราสวมชุดคลุมยาวปักลายอักขระมารโบราณ ใบหน้าซีกซ้ายสวมหน้ากากกระดูกอสูรน่าสะพรึงกลัว นามของเขาคือ 'เจ้าสำนักมารโลหิต' ผู้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของยุทธภพมานานนับร้อยปี และการปรากฏตัวของมันในครั้งนี้ หาใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
มู่หรงเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย นางก้าวเท้ามาเบื้องหน้าครึ่งก้าว ไอปราณน้ำแข็งในมือหมุนวนกลายเป็นดอกบัวเหมันต์นับพันกลีบ "ที่แท้... หุบเขาอสูรโลหิตก็เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมดในสำนักเซียนโอสถสินะ"
เจ้าสำนักมารโลหิตหัวเราะเสียงแหลมสูง บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นยะเยือกขึ้นอย่างฉับพลัน "เซียนโอสถน้ำแข็ง... ท่านช่างฉลาดเฉียบแหลมสมคำร่ำลือ แต่ก็น่าเสียดายนัก ที่ความฉลาดมักมีอายุสั้นเสมอ ยุทธภพในยุคนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคุณธรรมและความถูกต้อง แต่มันขับเคลื่อนด้วย 'อำนาจ' และ 'ผลประโยชน์' ต่างหากเล่า!"
หลิ่งเฟิงปรายตามองชายชราสวมหน้ากากด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน มุมปากของเขายกขึ้นเป็นเส้นโค้งที่เต็มไปด้วยความดูแคลน "อำนาจงั้นหรือ? เจ้าคิดว่าการดึงสำนักมารเข้ามาแทรกแซง จะทำให้เจ้าครอบครองเคล็ดวิชาบรรพกาลได้กระนั้นหรือ เจ้าสำนักมาร... เจ้าประเมินพลังของวิถีมารต่ำเกินไปแล้ว"
"สามห่าว! เจ้าเด็กนี่ ถึงเจ้าจะมีเคล็ดวิชาต้องห้าม แต่วันนี้เจ้าคิดว่าจะรอดพ้นจากกองกำลังผสมระหว่างสำนักเซียนโอสถและหุบเขาอสูรโลหิตไปได้หรือ!" เจ้าสำนักมารสะบัดแขนเสื้อ อักขระเวทสีเลือดนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นค่ายกลกักข่ายสวรรค์ ปิดตายทุกเส้นทางหลบหนีของทั้งสองคน
สถานการณ์พลิกผันในพริบตา จากการตามล่าภายในสำนัก บัดนี้กลายเป็นการเผชิญหน้ากับกองกำลังผู้แสวงอำนาจที่ทรงพลังที่สุดในยุทธภพ ทั้งไป๋เฉินผู้ยึดมั่นในความถูกต้องจอมปลอม และเจ้าสำนักมารโลหิตผู้กระหายอำนาจ ต่างต้องการชีวิตและเคล็ดวิชาในมือของหลิ่งเฟิงทั้งสิ้น
มู่หรงเซียนหันมาสบตาหลingเฟิง ชั่วพริบตานั้น ไม่มีความหวาดกลัวใดๆ ปรากฏในแววตาคู่สวยของนาง มีเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งและสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของคนทั้งสองเข้าด้วยกัน นางกระชับกระบี่ในมือแน่น ไอปราณน้ำแข็งระเบิดออกจนท้องฟ้าเหนือหุบเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน
"หลิ่งเฟิง..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มั่นคงดั่งขุนเขา "หากวันนี้พวกมันต้องการชีวิตเรา... เราจะเผาผลาญทั้งสำนักมารและสำนักเซียนโอสถให้เป็นจุลไปพร้อมกัน ดีหรือไม่?"
หลิ่งเฟิงแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เขายกกระบี่มารสีนิลขึ้นรับกับไอปราณน้ำแข็งของนาง จนเกิดเป็นประกายแสงสีฟ้าและดำผสานกันอย่างงดงามตระการตา
"ตามใจท่านเลย... ศิษย์พี่"
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะปลดปล่อยพลังเฮือกสุดท้ายเพื่อฝ่าวงล้อมออกไปนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับพันก็ดังขึ้นจากด้านหลังของกลุ่มสำนักมาร พื้นดินยุบตัวลงอย่างฉับพลัน พร้อมกับเงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ใต้หุบเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น และสิ่งแรกที่มันจ้องมอง... คือร่างของมู่หรงเซียนที่กำลังยืนอยู่ใกล้ปากถ้ำผนึกที่สุด!
"ระวัง!" หลิ่งเฟิงอุทานลั่นด้วยความตกใจ พลังปราณทั้งหมดระเบิดออกเพื่อพุ่งตัวเข้าไปปกป้องนาง
* * *
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีเซียนอันยาวนานนี้เคียงข้างกันมาด้วยความศรัทธา... โปรดติดตามตอนต่อไปว่าครานี้ทั้งสองจะเอาชีวิตรอดจากอสูรบรรพกาลได้อย่างไรนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 15
กับดักของสำนักมาร
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!