โลหิตสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงเผาะลงกระทบพื้นศิลาหยกเย็นเยียบ สะท้อนเงาประกายแสงวาวโรจน์จากค่ายกลผนึกวิญญาณที่สั่นระริกตามจังหวะชีพจรของผู้อยู่ตรงกลาง
"ท่านอาจารย์... เกรงว่าฝาลำอิงคงจะคำนวณวันเวลาผิดพลาดไปเสียแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือด้วยรอยยิ้มเยาะหยันดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในถ้ำอัคคีทมิฬ หลิ่งเฟิงทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลาเย็น อาภรณ์สีดำสนิทของเขาบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ ทว่าสิ่งที่น่ากลัวมิใช่เม็ดเหงื่อเหล่านั้น หากแต่เป็นเส้นสายสีดำทมิฬที่เริ่มปูดโปนและเลื้อยคลานขึ้นมาจากข้อมือราวกับอสรพิษมีพิษร้าย มันกำลังกัดกินเส้นชีพจรปราณและกัดเซาะกระดูกของเขาอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง
มู่หรงเซียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า นางสวมชุดขาวบริสุทธิ์ราวนางพญาหิมะ ร่างระหงตั้งตรงดั่งต้นสนกลางพายุ โค้งคิ้วเรียวดั่งใบหลิวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตาคู่คมกริบที่เคยเยชาดั่งน้ำแข็งหมื่นปี บัดนี้กลับไหววูบลงชั่วพริบตาเมื่อกวาดสายตามองร่องรอยความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ภายใต้ใบหน้าอันหล่อเหลาและดื้อรั้นของอดีตศิษย์รัก
นางไม่เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ปลายเรียวนิ้วขาวผ่องตวัดวาดกลางอากาศ วงแหวนอักขระสีครามสว่างวาบขึ้น ปราณเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ากดทับจุดชีพจรหลักทั่วร่างของหลิ่งเฟิงเพื่อระงับยับยั้งพิษร้ายไม่ให้แล่นเข้าสู่หัวใจ แต่นางย่อมรู้ดีแก่ใจ... พิษสลายวิญญาณร้อยพิษพันทิวา หาใช่สิ่งที่จะสกัดกั้นได้ด้วยปราณวิญญาณทั่วไปไม่
"ท่านยังคงดื้อรั้นเช่นเดิม..." มู่หรงเซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่ลมหายใจของนางสะดุด "รู้ทั้งรู้ว่าก้าวเข้าสู่เขตแดนต้องห้ามของหุบเขาไร้แสง จะต้องพบเจอกับสิ่งใด เหตุใดเจ้าจึงยังดึงดันที่จะใช้ร่างกายนี้เป็นภาชนะรองรับพิษร้ายแทนที่จะยอมรับการชำระล้างแต่โดยดี"
หลิ่งเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตานาง ดวงตาคมกริบของเขาคู่นั้นสะท้อนประกายแสงสีแดงฉานดั่งโลหิต ริมฝีปากที่ซีดเซียวแยยิ้มเยาะหยันออกมาอีกครา "ชำระล้างหรือครับ... อาจารย์? สิ่งที่ท่านเรียกว่าความถูกต้องและบริสุทธิ์ผุดผ่องนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเครื่องมือในการกลบเกลื่อนความเน่าเฟอนของสำนักเซียนมิใช่หรือ? ศิษย์เช่นข้า เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ท่านใช้เพื่อรักษาเกียรติภูมิบนบัลลังก์แห่งความหลุดพ้น... เมื่อข้าเลือกที่จะเดินออกจากเส้นทางที่ท่านขีดไว้ ข้าก็ย่อมต้องจ่ายด้วยราคาที่สาสม"
สิ้นคำกล่าว ร่างของหลิ่งเฟิงก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง เลือดสีดำทะลักพุ่งออกจากมุมปากของเขา ย้อมอาภรณ์สีดำให้เข้มยิ่งขึ้น ไอพิษสีม่วงคล้ำแผ่ขยายออกรอบกายจนศิลาหยกเริ่มผุกร่อนกลายเป็นผงธุลี ความเจ็บปวดจากการที่วิญญาณถูกกัดกร่อนทำให้เส้นเลือดขมับของเขาปูดโปนจนน่ากลัว แต่น่าแปลกที่ชายหนุ่มกลับไม่ส่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมาแม้แต่แอะเดียว มีเพียงเสียงหัวเราะในลำคอที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความทะนงตน
มู่หรงเซียนขบกรามแน่น ฝ่ามือเรียวงามสั่นเทาราวกับแบกรับน้ำหนักของภูเขาไท่ซานไว้ทั้งลูก นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังทรุดลงของเขา พลังปราณน้ำแข็งบริสุทธิ์ถูกถ่ายเทผ่านฝ่ามือเข้าสู่แผ่นหลังของหลิ่งเฟิงอย่างไม่คิดชีวิต เพื่อดึงเอาพิษร้ายส่วนที่กำลังจะลุกลามเข้าสู่หัวใจออกมารับไว้ด้วยร่างกายของตนเอง
"หยุดนะ!" หลิ่งเฟิงคำรามลั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังปราณเย็นที่ไหลทะลักเข้ามาแบกรับความเจ็บปวดแทนเขา "ท่านบ้าไปแล้วหรือไร! พิษนี้มันจะกัดกินวิญญาณของท่านจนแตกสลายไปด้วย หากท่านทำเช่นนี้ ข้าที่ดิ้นรนกลับมา จะมีความหมายอันใดอีก!"
"เจ้าเด็กโง่..." มู่หรงเซียนเอ่ยกระซิบแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยรื้นหยาดน้ำใสที่นางพยายามสะกดกลั้นมาเนิ่นนานนับร้อยปี "เจ้าคิดว่าตัวเจ้ามีค่าแค่ไหนในสายตาข้า... ถึงได้คิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ข้าไม่ทำอะไรเลยเช่นนั้นหรือ"
บรรยากาศภายในถ้ำอัคคีทมิฬพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมปราณที่ปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างอาจารย์และศิษย์ ความแค้น ความผูกพัน และอดีตอันเจ็บปวดหลอมรวมกันเป็นคลื่นพลังงานมหาศาลที่สั่นคลอนผนังถ้ำจนหินผาร่วงหล่นกราว
ทว่า ในวินาทีที่พิษร้ายเกือบทั้งหมดถูกถ่ายเทมายังร่างของมู่หรงเซียนจนใบหน้าของนางเริ่มซีดขาวไร้สีเลือด แสงสว่างวาบอันแปลกประหลาดก็พลันส่องประกายขึ้นจากรอยสักรูปอักขระโบราณที่หน้าอกของหลิ่งเฟิง รอยสักนั้นหมุนวนด้วยความเร็วสูงราวกับมีชีวิต และส่งเสียงคำรามต่ำดั่งสัตว์ร้ายจากบรรพกาล
"ฮ่าๆๆ... อาจารย์ ท่านตกหลุมพรางของข้าเข้าแล้วจริงๆ" หลิ่งเฟิงหัวเราะลั่น ร่างกายที่เคยอ่อนแรงกลับดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เคยแดงก่ำแปรเปลี่ยนเป็นสีทองคำวาวโรจน์ ปราณมารที่ถูกสะกดไว้ระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม
มู่หรงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อตระหนักได้ว่าพิษสลายวิญญาณที่แท้จริงมิได้มุ่งหมายเอาชีวิตของนาง แต่มันคือ "กุญแจ" ที่ใช้ในการปลดผนึกวิญญาณมารที่หลับใหลอยู่ในร่างของหลิ่งเฟิงต่างหาก!
ก่อนที่มู่หรงเซียนจะทันได้ถอนกระบวนท่าถอยหลัง เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงผ่านม่านค่ายกลเข้ามาอย่างอารักขา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา
"ยินดีต้อนรับกลับสู่บัลลังก์มาร... ท่านประมุขน้อย"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝืนลิขิตฟ้าไปกับตัวละครทุกตัวด้วยกันนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 13
โอสถสลายวิญญาณ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!