เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 12

พายุหมุนกลางทะเลทราย

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
เม็ดทรายสีทองคำขาวถูกสายลมกรรโชกจนแหลมคมดั่งปลายเข็ม มันกรีดสีข้างของม้าอัคนีโลหิตจนเกิดรอยแผลแดงก่ำ แต่ทั้งมหาบุรุษผู้ควบขี่และนางเซียนผู้ติดตามต่างไม่มีผู้ใดส่งเสียงร้องระคนเจ็บปวดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เบื้องหน้าคือ “ทะเลทรายสุริยันกลืนวิญญาณ” ขอบเขตนรกบนดินที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ยังต้องทอดถอนหายใจด้วยความหวาดหวั่น ไอร้อนระอุแผดเผาจนห้วงอากาศบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก คล้ายมิติเบื้องหน้ากำลังจะฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ “ท่านอาจารย์... หากยังดึงดันเดินหน้าต่อไปด้วยเส้นทางนี้ เกรงว่าพลังปราณคุ้มกันกายของท่านคงมอดไหม้ไปเสียก่อนที่พวกเราจะได้พบเบาะแสของ ‘วิชาเนตรเพลิงสวรรค์’ นะครับ” เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังแว่วมาจากเบื้องหลัง หลิ่งเฟิงในชุดคลุมสีนิลสนิทกระชับกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือแน่น ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองแผ่นหลังบอบบางแต่สง่างามดั่งรูปสลักน้ำแข็งของมู่หรงเซียน นางยังคงควบม้าอยู่เบื้องหน้าโดยไม่หันกลับมามอง ไอปราณเย็นเยียบสีครามที่แผ่ออกมาจากร่างของนางช่วยบรรเทาความร้อนระอุรอบกายลงได้เพียงน้อยนิด แต่เห็นได้ชัดว่ามันเป็นการฝืนทนอย่างถึงที่สุด มู่หรงเซียนไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้าม้า นางแค่นเสียงเย็นชาผ่านลำคอ คำพูดของนางราวกับน้ำค้างแข็งที่ตกลงกลางทะเลทรายอันแห้งผาก “หุบปากของเจ้าเสีย หลิ่งเฟิง... วิชาต้องห้ามที่เจ้าดึงดันจะไขว่คว้ามาครอบครอง ไม่เพียงแต่มันจะผลาญชีวิตของคนนับพัน แต่สติสัมปชัญญะของเจ้าเองก็กำลังจะถูกมันกลืนกินไปทีละน้อย เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเหตุใดเจ้าจึงดั้นด้นมายังสถานที่แห่งนี้?” นางหยุดยั้งฝีเท้าม้าลงกะทันหัน ส่งผลให้ฝุ่นทรายฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ มู่หรงเซียนหันกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตศิษย์เอกที่นางทั้งรักทั้งชัง ดวงตาคู่คมดั่งกระบี่น้ำแข็งจ้องลึกลงไปในดวงตาของหลงเฟิง คล้ายต้องการค้นหาความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มเย้ยหยันโลก หลิ่งเฟิงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาราวกับเสียงกระบี่กระทบกัน คลุมเครือ เย็นชา และเปี่ยมด้วยแรงอาฆาตที่ถูกสะสมมานานนับปี เขาค่อยๆ ควบม้าเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นอายความตายและกลิ่นอายของวิชาต้องห้ามแผ่ออกมาจากร่างของเขาจนม้าอัคนีโลหิตส่งเสียงร้องด้วยความตื่นกลัว “ท่านอาจารย์ยังคงยึดมั่นในกฎเกณฑ์คร่ำครึเช่นเดิม... ถูกผิด ดีชั่ว ขอบเขตแห่งธรรมะและอธรรม สิ่งเหล่านี้สำหรับท่านแล้วมันคือกฎเหล็กที่ห้ามล่วงละเมิด แต่สำหรับศิษย์ผู้นี้... ขอบเขตเหล่านี้เป็นเพียงแค่กรงขังที่ถูกสร้างขึ้นโดยพวกผู้อาวุโสตาแก่ไร้ค่า เพื่อกดขี่ผู้ที่กำเนิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่แท้จริงต่างหาก” หลิ่งเฟิงโน้มตัวเข้าไปใกล้ใบหน้าอันงดงามที่ไร้ซึ่งความรู้สึกของมู่หรงเซียน ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวราวกับเปลวเพลิง แต่แววตาที่มองนางกลับมีความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างฉายชัด—ความรัก ความแค้น ความโหยหา และความปรารถนาที่จะทำลายล้างทุกสิ่งให้แหลกคราบ “หากข้าไม่ยอมฝึกฝนวิชาเนตรเพลิงสวรรค์ แล้วข้าจะเอาอะไรไปล้างมลทินให้ตระกูลของข้า? ท่านอาจารย์... ท่านบอกว่าท่านปกป้องความถูกต้อง แล้วในวันนั้น... วันที่ตระกูลหลิ่งถูกเผาทำลายจนราบคาบ เหตุใดท่านจึงเลือกที่จะยืนมองอยู่เฉยๆ บนยอดเขาเมฆาคล้อยเล่า?” สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็คล้ายจะหยุดนิ่ง ไอร้อนระอุของทะเลทรายพลันถูกแช่แข็งด้วยจิตสังหารอันรุนแรงที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของมู่หรงเซียน หิมะโปรยปรายลงมาท่ามกลางความร้อนระดับร้อยองศา ปรากฏการณ์สวนทางของธาตุทั้งสองบ่งบอกว่าโทสะของเซียนโอสถน้ำแข็งได้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว มือเรียวดุจหยกสลักของมู่หรงเซียนสั่นเทาเล็กน้อย นางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบลงบนใบหน้าของศิษย์ทรยศผู้นี้ แต่ทว่า... ปลายกระบี่เล่มหนึ่งกลับพุ่งแหวกอากาศเข้ามาจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของนางเสียก่อน ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนไหว หลิ่งเฟิงชักกระบี่ออกจากฝักตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ คมกระบี่สีนิลสนิทสะท้อนประกายแสงสีเลือด มันอยู่ห่างจากผิวเนื้อของนางเพียงแค่เส้นผมกั้น “อย่าได้ลองดีกับความอดทนของข้า มู่หรงเซียน” หลิ่งเฟิงเอמהด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก ทว่าแววตากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง “ข้าไม่ใช่เด็กน้อยที่คอยเดินตามหลังท่านเพื่อรอรับคำสั่งสอนอีกต่อไปแล้ว... ที่ข้าพามาที่นี่ ก็เพื่อจะให้ท่านได้เห็นกับตาตนเองว่า วิชาต้องห้ามที่ท่านหวาดกลัวนักหนานั้น มันสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อย่างไร” ทันใดนั้น ผืนทรายเบื้องล่างของพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์อสูรขนาดยักษ์กำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะท้อนก้องมาจากใจกลางพื้นดิน พร้อมกับรอยแยกขนาดมหึมาที่แผ่ขยายออกราวกับปากของอสูรร้ายที่อ้าออกกลืนกินทุกสิ่ง มู่หรงเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย นางหาได้หวาดกลัวปลายกระบี่ที่จ่อคออยู่ไม่ แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนางคือพลังปราณอันมืดมนที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกเบื้องล่าง มันไม่ใช่ปราณหยินหยางทั่วไป แต่มันคือปราณแห่งการทำลายล้างที่สาบสูญไปนับหมื่นปี “นั่นมัน... คัมภีร์บรรพกาลสุริยันดับสูญ...” มู่หรงเซียนพึมพำออกมาเบื้องพระโอษฐ์ด้วยความตกตะลึง นางลืมเลือนความโกรธเกรี้ยวไปชั่วขณะ หลิ่งเฟิงลดกระบี่ลงช้าๆ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา “ถูกต้องครับอาจารย์... และผู้ที่จะครอบครองมัน ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากศิษย์ทรยศคนนี้ของท่านเอง” ทว่า... ก่อนที่หลิ่งเฟิงจะได้ก้าวเท้าลงไปในรอยแยกแห่งความตายนั้น เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากเบื้องบน ท่ามกลางพายุหมุนกลางทะเลทรายที่กำลังโหมกระหน่ำ เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นบนยอดเนินทราย ราวกับภูตผีที่ไร้เงา “ศิษย์น้องเซียน... ดูท่าเจ้าจะหลงกลเจ้าเด็กทรยศนี่เข้าให้อย่างจังเสียแล้วกระมัง?” มู่หรงเซียนและหลิ่งเฟิงเบิกตาโพรงพร้อมกันเมื่อหันไปพบกับใบหน้าของผู้มาใหม่—บุคคลที่ควรจะดับสูญไปพร้อมกับเหตุการณ์ในหุบเขาไร้แสงเมื่อสามปีก่อน! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอักษรในตอนนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ **- เพลิงโอสถสวรรค์ -**
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%