ไอปราณสีครามเข้มข้นภายในถ้ำหลอมโอสถอัคคีทมิฬแปรเปลี่ยนเป็นความหนาแน่นจนเกือบกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำค้าง ความเยือกเย็นแผ่ซ่านเสียดแทงกระดูก ยิ่งตอกย้ำถึงบรรยากาศอันน่าอึดอัดระหว่างคนทั้งสองที่ยืนเผชิญหน้ากันดั่งหุบเหวคั่นกลาง
มู่หรงเซียนปรายตามองห่อผ้าแพรสีนิลที่ถูกโยนลงบนโต๊ะหินหยกขาว เสียงกระทบหนักแน่นดั่งก้อนหินที่ตกลงกลางบึงน้ำนิ่ง นางยังคงรักษาอาการสงบนิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกลับจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขาวซีด
"นี่คืออะไร... หลิ่งเฟิง"
น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในยามไร้ลมพัด แต่หากผู้ใดคุ้นเคยกับ 'เซียนโอสถน้ำแข็ง' ผู้นี้ ย่อมรู้ดีว่าภายใต้ความเรียบเฉยนั้นคือพายุหิมะที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นจุล
หลิ่งเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาที่ผ่านความเจ็บปวด ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาโลหิตก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะหินทีละก้าว รอยยแผลเป็นที่พาดผ่านมุมปากข้างขวาขยับตามการเหยียดริมฝีปาก สายตาที่เขามองนางในยามนี้มิใช่สายตาของศิษย์ที่มีต่ออาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาอีกต่อไป หากแต่เป็นสายตาของนักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกรงขัง
"ของขวัญจากศิษย์ผู้เนรคุณอย่างไรเล่าครับท่านอาจารย์" หหลิ่งเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "โอสถเม็ดนี้ข้าใช้เวลาหลอมถึงสามปีเต็ม ใช้โลหิตของอสูรบรรพกาลเจ็ดชนิด และจิตอาฆาตของวิญญาณนับหมื่นดวงในหุบเขาไร้แสง ท่านคิดว่ามันควรมีชื่อว่าอะไรดีล่ะ"
มู่หรงเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย นางกวาดสายตามองผ่านรอยแยกของห่อผ้า เม็ดยโอสถสีดำสนิทขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยลอยเด่นอยู่กลางกล่องหยก มันแผ่กลิ่นอายความชั่วร้ายและพลังปราณที่บิดเบี้ยวออกมาอย่างชัดเจน ยิ่งมองนานเข้า นางก็ยิ่งตระหนักได้ว่า โครงสร้างของโอสถเม็ดนี้ขัดแย้งกับหลักวิชาแพทย์เซียนทุกสำนักในใต้หล้า มันไม่ใช่โอสถสำหรับรักษาหรือแม้แต่พิษธรรมดา หากแต่มันคือโอสถที่ถูกออกแบบมาเพื่อ 'ทำลายล้างรากฐานการบำเพ็ญเพียร' โดยเฉพาะ
"เจ้ากล้าดีอย่างไร... นำวิชาที่ข้าพร่ำสอนมาใช้บิดเบือนจนกลายเป็นเดียรัจฉานวิชาเช่นนี้" มู่หรงเซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นเครือด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ "ข้าพร่ำสอนเจ้ามานับร้อยปี สอนให้เจ้าซื่อตรงต่อวิถีโอสถ สอนให้ใช้เตาหลอมเพื่อช่วยเหลือผู้คน มิใช่เพื่อสร้างสรรค์ศาตราแห่งความวิบัติเช่นนี้!"
"คำสอน?" หหลิ่งเฟิงทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่น เขาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะหินจนแทบจะชิดร่างระหงของนาง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามที่เย็นชาคู่นั้น "ความซื่อตรงอันใด? คุณธรรมอันจอมปลอมของสำนักเซียนร้อยสวรรค์น่ะหรือ ที่ทำให้ข้าต้องสูญเสียทุกสิ่ง? ที่ทำให้ข้าต้องยืนมองคนรักของตนเองถูกประหารด้วยกระบี่ของสำนักตนเองเพียงเพราะนางฝึกวิชาสายมาร!"
คำพูดนั้นดั่งสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หรงเซียน ร่างเพรียวชะงักงันไปชั่วขณะ ความทรงจำในอดีตที่นางพยายามฝังกลบไว้ด้วยน้ำแข็งแห่งกาลเวลาถูกกระชากขึ้นมาอย่างโหดร้าย ภาพของศิษย์รักอีกคนหนึ่งที่ต้องจบชีวิตลงด้วยกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของสำนักผุดขึ้นมาในหัว
"นั่นคือ... กฎของสำนัก..." มู่หรงเซียนเอ่ยเสียงแผ่วเบาอย่างไม่มั่นคงเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี
"กฎบ้าบออะไรกัน!" หหลิ่งเฟิงตะคอกลั่น ถ้ำหลอมโอสถสั่นสะเทือนตามแรงอารมณ์ของเขา ปราณมารสีดำทะลักทลายออกมาจากร่างราวกับคลื่นทะเลคลั่ง "กฎที่สร้างขึ้นโดยพวกเฒ่าชราผู้เย่อหยิ่งบนยอดเขา เพื่อกดขี่ผู้ที่ต้องการฝืนลิขิต! ท่านยึดมั่นในกฎเกณฑ์จนตาบอด ท่านอาจารย์... วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน แต่ข้ามาเพื่อยื่นข้อเสนอ"
ชายหนุ่มยื่นมือไปแตะขอบกล่องหยกที่บรรจุโอสถพิษย้อนแย้งนั้น ปลายเลิ็บของเขาเปล่งประกายแสงสีโลหิต
"โอสถเม็ดนี้มีชื่อว่า 'โอสถล้างวิญญาณหวนคืน' หากท่านกินมันเข้าไป รากฐานเซียนพันปีของท่านจะสลายสิ้น กลายเป็นคนธรรมดาที่ไร้เรี่ยวแรง... แต่แลกกับการที่ท่านจะได้รู้ความจริงทั้งหมด ความจริงที่ว่าเบื้องหลังความตายของศิษย์น้องเมื่อร้อยปีก่อน ใครกันแน่ที่เป็นผู้ลงดาบสั่งฆ่าที่แท้จริง"
มู่หรงเซียนนิ่งงัง นางจ้องมองเม็ดยโอสถสีดำมืดนั้นสลับกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและรอยแผลเป็นของอดีตศิษย์รัก หัวใจที่เคยเยือกแข็งดั่งน้ำแข็งพันปีบีบรัดเข้าหากันอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบ การสูญเสียการควบคุมพลังปราณหมายถึงการยอมจำนนต่อความอ่อนแอ แต่วิญญาณที่ติดค้างอยู่ในความสงสัยมานานนับร้อยปีก็ร้องเรียกหาความจริงยิ่งกว่าสิ่งใด
นิ้วเรียวยาวของเซียนโอสถน้ำแข็งยื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเข้าใกล้กล่องหยก
ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของนางกำลังจะสัมผัสโดนตัวยา ทันใดนั้นเอง—
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องนอก ผนังศิลาแกร่งของถ้ำหลอมโอสถพังทลายลงเป็นจุลในพริบตา เศษหินนับร้อยชิ้นกระเด็นว่อนดั่งห่าฝน ท่ามกลางฝุ่นควันตลบอบอวลและไอปราณที่กดทับจนหายใจไม่ออก เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายกระบี่คู่สะท้านฟ้าก็ก้าวเท้าผ่านม่านหมอกควันเข้ามาอย่างสง่างาม กระบี่โบราณในฝักถูกชักออกมาเพียงครึ่งนิ้ว ประกายแสงเย็นเยียบก็สะท้อนสะพรั่งไปทั่วถ้ำจนแม้แต่เปลวไฟอัคคีทมิฬยังต้องดับวูบ
"มู่หรง... เจ้าอย่าได้หลงเชื่อคำล่อลวงของมารร้ายผู้นี้!"
เสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจที่เต็มไปด้วยจิตสังหารพุ่งตรงเข้ามาปะทะ พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดปรากฏขึ้นตรงหน้า ซึ่งทำให้ทั้งหลิ่งเฟิงและมู่หรงเซียนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น!
โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยความระทึกใจนะครับ
(ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในจิตวิญญาณแห่งการบำเพ็ญเพียรไปพร้อมกับเพลิงโอสถสวรรค์นะครับ)
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 5
คำเตือนจากความมืด
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!