ปลายกระบี่สีนิลที่หลั่งไหลด้วยไอปีศาจสีม่วงครามจ่ออยู่ห่างจากลำคอระหงของมู่หรงเซียนเพียงนิ้วเดียว กลิ่นอายความตายที่คลุกเคล้าด้วยกลิ่นดินหุบเขาไร้แสงโชยเข้าปะทะจมูก หากแต่นางกลับนิ่งสงบดุจผืนน้ำแข็งกลางฤดูเหมันต์ สายตาที่เคยราบเรียบดุจกระจกเงาบัดนี้กลับไหววูบเพียงชั่วครู่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเคียดแค้นชิงชังจนก้นบึ้งหัวใจ
"เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าการทวงคืนหรือ หลิ่งเฟิง?"
น้ำเสียงของมู่หรงเซียนเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังกดดันมหาศาล นางไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลังหรือชักกระบี่โอสถที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาตั้งรับ ความเงียบงันในโถงบำเพ็ญเพียรถูกแทรกซึมด้วยเสียงลมหายใจอันติดขัดของอดีตศิษย์รัก
หลิ่งเฟิงแค่นยิ้มที่มุมปาก ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เขาเคยใช้มองเพื่อหาหนทางบรรลุธรรม "ท่านเรียกมันว่าความถูกต้อง ข้าเรียกมันว่าคำลวงโลก... อาจารย์ ท่านลืมไปแล้วหรือว่ากระบี่ที่ท่านปักลงกลางอกข้าในวันนั้น มันไม่ได้สังหารเพียงร่างกาย แต่มันตัดรอนจิตวิญญาณแห่งความเป็นศิษย์ที่ข้ามีต่อท่านจนสิ้นซาก!"
ความทรงจำย้อนกลับไปสู่ห้วงเวลาที่ขมขื่น มู่หรงเซียนกำมือใต้แขนเสื้อยาวจนเล็บจิกเข้าเนื้อจนห้อเลือด นางยังจำความรู้สึกตอนที่คมกระบี่เล่มนั้นแทงทะลุร่างศิษย์รักได้ดี ไม่ใช่เพราะนางไร้ใจ แต่เพราะพลังมารที่เข้าแทรกซึมในตอนนั้น หากไม่ทำเช่นนั้น หลิ่งเฟิงจักต้องกลายเป็นมารคลุ้มคลั่งและทำลายล้างทั้งสำนักจนสิ้น แต่ความลับนี้... นางเลือกที่จะเก็บงำไว้เพียงผู้เดียวภายใต้ฉายาเซียนโอสถผู้เย็นชา
"ถ้าการที่เจ้ากลับมาเพื่อทำลายข้า คือวิถีที่เจ้าเลือก... เจ้าก็ลงมือเสียเถิด" นางเอ่ยพลางหลับตาลงนิ่ง
คำพูดนั้นราวกับน้ำมันราดลงบนกองเพลิง หลิ่งเฟิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง กระบี่ในมือสั่นระริก แรงกดดันมหาศาลจากไอปีศาจรอบตัวเขาปะทะกับไอปราณเยือกแข็งของมู่หรงเซียนจนเกิดเสียงเสียดสีของอากาศดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ กระเบื้องหินอ่อนใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองร้าวรานกระจายตัวออกเป็นใยแมงมุม
"อย่าได้บังอาจท้าทายข้าด้วยความเย็นชาของท่าน!" หลิ่งเฟิงตวาดก้อง ก่อนจะตวัดกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่ทว่าไม่ได้มุ่งหวังจุดตาย ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางไอหมอกสีม่วงที่ปั่นป่วน เป็นบุรุษชุดดำสวมหน้ากากเหล็กที่ดูน่าเกรงขาม ก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างคนทั้งสอง
"พอได้แล้ว หลิ่งเฟิง เจ้าลืมภารกิจสำคัญไปแล้วหรือ?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น
มู่หรงเซียนลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาของนางเลื่อนไปมองผู้มาใหม่ ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย กลิ่นอายของเคล็ดวิชาต้องห้ามที่หายสาบสูญไปพร้อมกับสำนักโอสถโบราณเมื่อหลายร้อยปีก่อน หัวใจที่เคยเยือกแข็งดุจหินผาเริ่มสั่นคลอนด้วยความตระหนก
หลิ่งเฟิงลดกระบี่ลงช้าๆ แต่แววตาสีแดงฉานยังคงจ้องมองนางด้วยความอาฆาต เขาหันไปหาบุรุษสวมหน้ากากก่อนจะแค่นหัวเราะ "ข้าเพียงแต่ต้องการให้ท่านเห็น... ว่าสิ่งที่ท่านพร่ำสอน ข้าได้ทำลายมันลงจนสิ้นด้วยมือของข้าเอง"
ทว่า ก่อนที่บทสนทนาอันตึงเครียดจะดำเนินต่อไป เสียงสัญญาณเตือนภัยของสำนักดังขึ้นทั่วทั้งยอดเขาฟ้าคราม เป็นเสียงที่ไม่ได้ยินมานานนับร้อยปี มันคือเสียงเตือนถึง 'ผู้มาเยือนจากแดนสนธยา' ที่มู่หรงเซียนพยายามกดทับปมในใจมาโดยตลอด
"นี่มันหมายความว่าอย่างไร..." มู่หรงเซียนพึมพำ ใบหน้าเย็นชาเริ่มซีดเผือด
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้ากากของบุรุษชุดดำก็ร่วงหล่นลงสู่พื้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้มู่หรงเซียนต้องก้าวถอยหลังไปสามก้าวด้วยความตกตะลึงสุดขีด มือที่สั่นเทาของนางยกขึ้นปิดปากโดยไม่รู้ตัว
ดวงตาของบุรุษผู้นั้น... มันเหมือนกับดวงตาของนางไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับคันฉ่องที่สะท้อนภาพตนเองในอีกห้วงมิติหนึ่ง!
"อาจารย์... ท่านยังจำ 'คนคนนั้น' ได้หรือไม่?" หลิ่งเฟิงเหยียดยิ้มกว้าง ในขณะที่บุรุษสวมหน้ากากชักอาวุธลึกลับออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นเยือก "ข้าไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง แต่วันนี้... ประวัติศาสตร์ที่ท่านพยายามฝังกลบ กำลังจะถูกขุดขึ้นมาพิพากษาท่านอีกครั้ง!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในจิตวิญญาณแห่งการบำเพ็ญเพียรไปพร้อมกับเพลิงโอสถสวรรค์นะครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 3
รอยร้าวในใจเซียน
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!