"หากพวกเจ้ายังก้าวล่วงเข้ามาในเขตหุบเขาอัสดงอีกเพียงก้าวเดียว ปราณกระบี่โลหิตนี้จักมิใช่เพียงแค่ตัดผ่านอาภรณ์ แต่จะปลิดวิญญาณของพวกเจ้าให้สลายกลายเป็นธุลี!"
สุ้มเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูสะท้อนก้องกังวานไปทั่วผาชัน มู่หรงเซียนยืนตระหง่านอยู่บนยอดศิลา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวไปตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมารอบกาย นางถือกระบี่หยกน้ำแข็งในมือขวา ปลายกระบี่ชี้ลงเบื้องล่าง แววตาดุดั่งเหยี่ยวสวรรค์จ้องมองไปยังเหล่าผู้อยู่เบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง เบื้องหลังของนางคือแดนศักดิ์สิทธิ์ที่นางอุทิศชีวิตปกป้องมาตลอดหลายร้อยปี แต่บัดนี้... สถานที่แห่งนี้กลับกลายเป็นคุกกักขังวิญญาณของนางเองเสียแล้ว
เบื้องล่างผาชัน เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ยืนเรียงรายกันอย่างแน่นขนัด นำโดยเจ้าสำนักไป๋หยุนผู้มีหนวดเคราสีเทายาวเฟื้อย ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและผิดหวัง ดวงตาสอดส่องมองไปยังร่างของชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้างมู่หรงเซียน—หลิ่งเฟิง
"มู่หรงเซียน! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ปกป้องศิษย์ทรยศผู้นี้!" เจ้าสำนักไป๋หยุนแผดเสียงคำราม กลิ่นอายพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกจนแผ่นดินสะเทือน "มันใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามดูดกลืนแก่นแท้พลังของศิษย์ร่วมสำนักไปถึงสิบสองคน มันสมควรตายหมื่นครั้ง! ส่วนเจ้า... ในฐานะอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา กลับเลือกที่จะทรยศต่อกฎเหล็กของสำนัก สมคบคิดกับคนบาปเช่นนี้ โทษทัณฑ์ของพวกเจ้าคือการถูกขับไล่ออกจากสำนัก และถูกประกาศิตเป็น 'คนทรยศ' แห่งยุทธภพ!"
คำว่า "คนทรยศ" ดังสะท้อนก้องอยู่ในหุบเขา ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ
หลิ่งเฟิงที่ยืนอยู่ข้างกายมู่หรงเซียนมิได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งขื่นขมและเย้ยหยัน ดวงตาคู่นคมกริบมองไปยังบรรดาผู้อาวุโสที่ครั้งหนึ่งเคยยกย่องเชิดชูเขาในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนัก
"คนทรยศหรือ..." หลิงเฟิงแค่นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่แฝงไว้ด้วยไอสังหารอันเข้มข้น "กฎเหล็กอันจอมปลอมของพวกท่านต่างหากที่ทรยศต่อวิถีแห่งเต๋า! พวกท่านใช้คัมภีร์ต้องห้ามเบื้องหลังลับหลังเพื่อเพิ่มพูนพลังของตนเอง ปล่อยให้สำนักเน่าเฟะจากภายใน แล้วโยนความผิดทั้งหมดให้ข้าผู้ล่วงรู้ความจริง ช่างน่าขันสิ้นดี!"
"สามห่าว!" ผู้อาวุโสคนที่สามกระโจนขึ้นกลางอากาศ ฝ่ามืออัคคีแผดเผารast ร้อนแรงพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของหลิ่งเฟิงในพริบตา "เจ้าเด็กเวรตะไล ยังกล้าบังอาจกล่าววาจาเพ้อเจ้ออีกหรือ ตายเสียเถอะ!"
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันระหว่างปราณอัคคีและไอน้ำแข็งสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้ายามวิกาล มู่หรงเซียนมิได้ขยับกายไปไหน นางเพียงแค่สะบัดข้อมือเบาๆ ปราณกระบี่น้ำแข็งก็ก่อตัวเป็นกำแพงแก้วหนาทึบ บดขยี้เปลวเพลิงของผู้อาวุโสคนที่สามจนแตกสลายกลายเป็นละอองแสงในอากาศ แรงสะท้อนทำให้ผู้อาวุโสผู้นั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระอักโลหิตออกมาคำโต
"ศิษย์ของข้า... แม้ข้าจะขับไล่เขาออกจากสำนักด้วยมือตนเองตามกฎ แต่ก็มีเพียงข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินเขา ผู้ใดบังaจแตะต้องเขาแม้แต่ปลายเส้นขน ข้าจะสังหารผู้นั้นอย่างไร้ความปรานี!"
น้ำเสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงน้ำแข็ง แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดั่งภูผา สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เหล่าผู้อาวุโสที่เหลือเป็นอย่างมาก ไม่มีใครคาดคิดว่าเซียนโอสถผู้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์มาตลอดชีวิต จะยอมหันหลังให้แก่สำนักและโลกทั้งใบเพื่อปกป้องศิษย์ผู้สร้างเรื่องงามหน้าคนนี้
หลิ่งเฟิงหันไปมองสตรีผู้ยืนอยู่เคียงข้าง แววตาของเขาไหววูบชั่วขณะ ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างไหลทะลักเข้ามาในหัวใจ ตั้งแต่เล็กจนโต เขาถูกสอนให้มองนางเป็นดั่งภูผาสูงชันที่ไม่มีวันเอื้อมถึง เป็นอาจารย์ผู้เย็นชาและไร้ความรู้สึก แต่ในยามที่โลกทั้งใบรุมประณามและต้องการเอาชีวิตเขา มีเพียงสตรีผู้นี้ที่ก้าวออกมายืนขวางหน้า ปัดป้องลมฝนและคมกระบี่แทนเขา
"ท่านอาจารย์..." หลิงเฟิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา "ท่านทำเช่นนี้... คุ้มค่าแล้วหรือ? ท่านอุตส่าห์สร้างชื่อเสียงและเกียรติยศมาทั้งชีวิต..."
"หุบปากเสีย หลิงเฟิง" มู่หรงเซียนกล่าวโดยไม่หันมามอง นางยังคงจ้องมองฝูงชนเบื้องล่างด้วยแววตาดุดั่งเดิม "ข้าไม่ได้ทำเพื่อปกป้องเจ้า แต่ข้าทำตามเสียงในหัวใจของตนเอง ข้าสอนให้เจ้าเดินบนเส้นทางแห่งความถูกต้อง แต่ข้ากลับเพิกเฉยต่อความเน่าเฟะของสำนักตนเอง ความผิดพลาดนี้... ข้าขอเป็นผู้ชำระมันด้วยกระบี่ในมือนี้เอง"
เจ้าสำนักไป๋หยุนใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด เขาชี้กระบี่ไปยังคนทั้งสอง พลางตะโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
"พวกมันสองคนได้ตัดขาดจากสำนักกระบี่สวรรค์แล้ว! นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ทั้งมู่หรงเซียนและหลิ่งเฟิงคือศัตรูของยุทธภพ ผู้ใดสามารถเด็ดศีรษะของพวกมันมาได้ จะได้รับรางวัลเป็นโอสถทะลวงนภาขั้นเก้าและคัมภีร์กระบี่สวรรค์ขั้นสูงสุด! ฆ่าพวกมันให้สิ้นซาก!"
สิ้นเสียงคำสั่งของเจ้าสำนัก เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสหลายร้อยคนต่างทะยานร่างพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองราวกับฝูงตั๊กแตนปาทาน แสงกระบี่และอักขระเวตรabวับวาวเต็มท้องฟ้า กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีสียวกำลังจะกลืนกินหุบเขาอัสดง
มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก ศาสตราเวทในร่างหมุนวนอย่างรวดเร็ว นางหันมามองหลิ่งเฟิงแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
"หนีไปด้วยกัน... สู่ดินแดนรกร้างเบื้องหน้า"
"ขอรับ อาจารย์"
หลิ่งเฟิงแย้มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและพลังปราณอันดุดันที่หลับใหลอยู่ภายใน ทันใดนั้น เขาก็ระเบิดเคล็ดวิชาต้องห้าม 'หมื่นกระบี่คืนรัง' ออกมา ร่างของเขากลายเป็นลำแสงสีดำพุ่งทะยานแหวกฟ้า เปิดทางออกเบื้องหน้า มู่หรงเซียนไม่รอช้า นางซัดกระบี่น้ำแข็งผสานปราณเซียนขั้นสูงสุดตามติดไปทันที
ร่างของทั้งสองพุ่งทะลุผ่านม่านพลังป้องกันของสำนักกระบี่สวรรค์ออกไปได้สำเร็จ ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของเจ้าสำนักที่ดังไล่หลังมา
ทว่า... เมื่อพวกเขาทะยานข้ามพ้นเขตแดนปลอดภัยเข้าสู่ 'ป่ามรณะหมื่นวิญญาณ' ซึ่งเป็นเขตแดนต้องห้ามที่ไม่มีผู้ใดเคยรอดชีวิตกลับออกมาได้ บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หมอกหนาทึบสีดำสนิทปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ ไอพิษรุนแรงกัดกร่อนผิวหนังจนส่งเสียงดังซู่ซ่า
มู่หรงเซียนและหลิ่งเฟิงร่อนลงยืนบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากกระดูกและต้นไม้ไร้ใบ นางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในกระแสลมปราณรอบตัว ที่นี่มิใช่เพียงแค่ดินแดนรกร้างธรรมดา แต่มีค่ายกลโบราณบางอย่างที่ถูกปิดผนึกไว้กำลังตื่นขึ้น
"อาจารย์... ท่านรู้สึกถึงอะไรไหมครับ" หลิงเฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงจริงจังขึ้นกว่าเดิม สายตาจ้องเขม็งไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า
ก่อนที่มู่หรงเซียนจะได้เอ่ยปากตอบ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์อสูรขนาดยักษ์กำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน เสียงคำรามต่ำๆ ที่สะท้านไปถึงจิตวิญญาณดังมาจากใต้พื้นพิภพ พร้อมกับไอหมอกสีเลือดที่พวยพุ่งขึ้นมาราวกับเปลวเพลิงนรก
และในความมืดมิดนั้นเอง เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรไร้ตา ก็ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอก พร้อมกับถือเคียวโลหิตขนาดมหึมาไว้ในมือ กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน... เหนือล้ำกว่าระดับหลอมรวมวิญญาณไปไกลลิบ!
"ยินดีต้อนรับ... ผู้ทรยศทั้งสองสู่สุสานแห่งกาลเวลา"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอักษรในตอนนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 10
หนีออกจากหุบเขา
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!