"อาจารย์คิดว่าข้าดื่มกินเลือดเนื้อของสำนักเพื่อความคะนองมือเช่นนั้นหรือ..."
น้ำเสียงของหลิ่งเฟิงแหบพร่า ทว่าก้องกังวานเสียดแทงลึกลงไปในโสตประสาทของมู่หรงเซียน ปราณโลหิตสีดำสนิทที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของชายหนุ่มไม่ได้ให้ความรู้สึกดุร้ายกระหายเลือดดังเช่นอสูรกาย หากแต่มันแฝงไว้ด้วยไอเย็นเยือกและรอยแผลเป็นนับพันที่ถูกกรีดซ้ำลงบนจิตวิญญาณ
มู่หรงเซียนยืนนิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ฝ่ามือเรียวงามที่ถือกระบี่หยกโลหิตสั่นสะเทือนน้อยๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ดวงตาสีรัตติกาลที่เคยเย็นชาดั่งหุบเขาพันปีบัดนี้ไหววูบคล้ายผิวน้ำในฤดูใบไม้ผลิที่ถูกก้อนหินโยนลงไปกระทบ
"หลักฐานทุกชิ้นในหอคัมภีร์หมื่นวิญญาณ... ชี้ชัดว่าเจ้าเป็นคนทรยศสำนักโอสถสวรรค์ ขโมยโอสถบรรพกาล และสังหารพี่น้องร่วมสำนักอย่างไร้ความปรานี" มู่หรงเซียนเอ่ยออกไป น้ำเสียงของนางพยายามเค้นความแข็งกร้าวมาอำพรางความสั่นพร่าในอก แต่ทว่ามันกลับเบาหวิวราiกับปุยนุ่นที่ถูกสายลมพัดผ่าน
หลิ่งเฟิงแค่นหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความขื่นขมและรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว เขาก้าวเท้าเข้าไปหาหญิงสาวผู้เป็นทั้งอาจารย์และผู้สร้างเขาขึ้นมาทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่ประทับลงบนพื้นหินของหุบเขาไร้แสงส่งเสียงดังก้องกังวานราวกับเสียงค้อนทั่งตีเหล็ก
"หอคัมภีร์หมื่นวิญญาณ... ฮ่าๆๆ! อาจารย์ผู้สูงส่ง ท่านเคยใช้ดวงตาคู่นั้นมองความจริงด้วยตนเองบ้างหรือไม่ หรือท่านใช้เพียง 'คำสั่ง' ของเจ้าสำนักและเงาหัวหน้าผู้อาวุโสตัดสินข้า!"
หลิ่งเฟิงหยุดฝีมือลงห่างจากปลายกระบี่ของมู่หรงเซียนเพียงคืบเดียว เขาปลดอาภรณ์ส่วนบนออกอย่างไร้ความลังเล เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยประทับของ 'อักขระพันทนาการสวรรค์' รอยแผลเป็นสีดำสนิทราวกับถูกไฟนรกแผดเผานั้นไขว้กันไปมาจนแทบไม่เหลือพื้นที่ผิวหนังเดิม มันคือเครื่องหมายแห่งความอัปยศที่สลักไว้เพื่อลงทัณฑ์ผู้ทรยศขั้นสูงสุด
มู่หรงเซียนเบิกตากว้าง ลมหายใจของนางสะดุดกึก ภาพรอยแผลเหล่านั้นกรีดแทงเข้าที่หัวใจของนางอย่างจัง นางจดจำอักขระเหล่านี้ได้ดี มันคือค่ายกลลับที่ใช้กักขังนักโทษประหารของสำนัก... เหตุใดศิษย์รักของนางจึงแบกรับรอยแผลนี้ไว้
"ในคืนที่เกิดเหตุเพลิงผลาญหอโอสถบรรพกาล..." หลิ่งเฟิงเอ่ยเสียงกระซิบ ทว่าทุกคำกลับหนักหน่วงราภูเขาถทับ "ข้าไม่ได้เป็นคนขโมยโอสถ แต่ข้าพบผู้อาวุโสใหญ่และศิษย์พี่รองกำลังลักลอบนำมันไปขายให้แก่สำนักมารโลหิต เมื่อข้าเข้าขัดขวาง พวกมันจึงใช้ค่ายกลลับตรึงร่างข้าไว้ ยัดเยียดความผิดทั้งหมดให้ข้า และบังคับให้ข้ากลืน 'โอสถสะบั้นจิตวิญญาณ' ลงไป เพื่อให้ข้ากลายเป็นแพะรับบาปที่พูดความจริงไม่ได้!"
ดวงตาของหลิ่งเฟิงแดงก่ำ หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อล้นแต่ไม่ยอมร่วงหล่น เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาของมู่หรงเซียน ราวกับต้องการค้นหาความเชื่อใจที่เคยมีร่วมกันในอดีต
"หากข้าต้องการทรยศสำนักจริง... ไยข้าต้องยอมทนทรมานอยู่ในคุกใต้ดินมืดมิดถึงสามปี ไยข้าต้องฝ่าด่านอัคคีสวรรค์เพื่อกลับมาหาท่านในวันนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าท่านจะใช้กระบี่เล่มนี้ปลิดชีพข้า!"
"พอได้แล้ว..." มู่หรงเซียนพึมพำ มือของนางสั่นเทาจนแทบประคองกระบี่ไว้ไม่อยู่
ความทรงจำเมื่อสามปีก่อนไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำเชี่ยว วันที่นางตัดสินใจตัดขาดศิษย์เอกด้วยมือตนเอง วันที่นางต้องแบกรับเสียงครหาและความผิดบาปไว้ในใจ เหตุใดนางจึงมองไม่เห็นความผิดปกติเหล่านี้ เหตุใดนางจึงเชื่อมั่นในกฎระเบียบของสำนักมากกว่าหัวใจของตนเอง
ทว่า ในวินาทีที่ความจริงอันโหดร้ายกำลังจะพังทลายกำแพงแห่งความเย็นชาทั้งหมดลง เสียงปรบมือเบาๆ ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังโขดหิน
แปะ... แปะ... แปะ...
"ช่างเป็นภาพที่ซาบซึ้งกินใจเสียจริง... ศิษย์อกตัญญูกับอาจารย์ผู้โง่เขลา ช่างเหมาะกันดั่งกิ่งทองใบหยก"
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าครึ่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักโอสถสวรรค์ปรากฏกายขึ้น พร้อมกับกลุ่มเงาทมิฬนับสิบคนที่ถือธนูอาบยาพิษล้อมรอบทั้งสองคนไว้ในรัศมีสังหาร
มู่หรงเซียนสะบัดหน้าขวับ ปราณน้ำแข็งในกายระเบิดออกทันทีด้วยความโกรธเกรี้ยว นางตวัดสายตาคมกริบมองผู้มาใหม่ "ผู้อาวุโสใหญ่... หมายความว่าอย่างไร!"
ผู้อาวุโสใหญ่หัวเราะในลำคอ สีหน้าไร้ซึ่งความยำเกรงต่อเซียนโอสถอันดับหนึ่งแห่งยุคอีกต่อไป "หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ... กฎของสำนักระบุไว้ชัดเจน ผู้ใดล่วงรู้ความลับย่อมต้องตาย หลิ่งเฟิงมันฉลาดเกินไปที่จะปล่อยให้มีชีวิตรอด และตัวเจ้า... มู่หรงเซียนผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง ก็ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจนน่าขัน ต่อให้เจ้าจะรู้ความจริงตอนนี้ไป แล้วอย่างไร? ในเมื่อเจ้าทั้งสอง... จะต้องดับสูญ ณ หุบเขาไร้แสงแห่งนี้พร้อมกัน!"
สิ้นคำพูดของผู้อาวุโสใหญ่ ลูกธนูนับร้อยดอกก็เปล่งแสงสีเขียวมรกตอาบยาพิษร้ายแรง พุ่งแหวกอากาศเข้าหามู่หรงเซียนและหลิ่งเฟิงจากทุกทิศทุกทางราวกับห่าฝน!
หลิ่งเฟิงแววตาเปลี่ยนเป็นดุดันในเสี้ยววินาที เขาก้าวพุ่งเข้าประชิดตัวมู่หรงเซียนอย่างไร้ความลังเล ใช้แผ่นหลังอันเต็มไปด้วยบาดแผลของตนเองปกป้องร่างบางของอาจารย์ไว้ พร้อมกับชักกระบี่มารโลหิตที่สะพายหลังออกมาตวัดเป็นวงกลม ปราณโลหิตผสมผสานกับไอเย็นสุดขั้วระเบิดออกเป็นเกราะป้องกันสีแดงฉานสลับฟ้าคราม!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอักษรในบทนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต•ตอนที่ 7
ความลับในหุบเขาไร้แสง
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!