เสียงแจ้งเตือนหน้าจอโทรศัพท์สั่นครืดคราดติดต่อกันสามครั้ง ซ้อนทับกับเสียงหัวใจของผมที่กำลังเต้นผิดจังหวะจนน่ารำคาญ
"อ้าว..." ทศเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับพราวระยับด้วยแผนการบางอย่างที่ถูกเปิดเผย "ดูท่าว่า... ความลับที่พี่ตั้งใจจะเก็บไว้สารภาพทีหลัง จะถูกเพื่อนตัวแสบของรินโป๊ะแตกใส่ซะแล้วสิครับเนี่ย"
ไอ้มิน... ไอ้เพื่อนทรยศ! แกส่งแชตอะไรไปให้พี่มันวะเนี่ย!
ผมยืนแข็งทื่อเป็นหิน มือไม้เย็นเฉียบโดยไม่ทราบสาเหตุ สมองประมวลผลไม่ทันกับสถานการณ์ตรงหน้า ห้องนั่งเล่นในคอนโดของพี่ทศแคบลงไปถนัดตาเมื่อร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงวอร์มสบายๆ ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละนิด รอยยิ้มมุมปากของคนตัวโตกว่าไม่ได้ดูน่ากลัว แต่มันอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็กปีหนึ่งอย่างผมเหลือเกิน
"พ... พี่ทศฟังผมก่อนนะ" ผมก้าวถอยหลังทีละก้าวโดยอัตโนมัติ จนกระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางหนังสือ "ไอ้มินมัน... มันชอบพิมพ์เรื่อยเปื่อย! มันเป็นไบโพลาร์ครับ ช่วงนี้อากาศร้อน มันเพ้อเจ้อ!"
"หรอครับ?" ทศเลิกคิ้วสูง ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียวจนระยะห่างแทบไม่เหลือ เขาวางมือข้างหนึ่งลงบนชั้นวางหนังสือ กักตัวผมไว้ตรงกลางระหว่างแขนของเขา "แล้วที่มินมันบอกว่า... 'รินมันแอบเซฟรูปพี่ในสตอรี่ไอจีไว้เป็นอัลบั้มลับ' นี่ก็คืออากาศร้อนด้วยเหรอครับ หื้ม?"
ฉิบหายแล้ว...
ผมเบิกตากว้าง หน้าชาจนลามไปถึงใบหู ร้อนผ่าวราวกับโดนน้ำร้อนลวก นึกอยากจะย้อนเวลากลับไปตบปากไอ้มินสักทีข้อหาขายเพื่อนเก่งยิ่งกว่าแม่ค้าออนไลน์
"ไอฟาย..." ผมพึมพำงึมงำบ, หลบสายตาคมกริบที่มองมาอย่างรู้ทัน "มัน... มันโกหกครับพี่ ผมไม่ได้ทำสักหน่อย"
"ปากแข็งจังนะเราเนี่ย" ทศหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นระริกด้วยความขบขัน เขาก้มหน้าลงมาเรื่อยๆ จนปลายจมูกโด่งรั้นอยู่ห่างจากแก้มผมแค่คืบเดียว กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ประจำตัวที่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นสบู่สะอาดทำให้สติผมกระเจิงไปไกลลิบ "แต่หน้าแดงขนาดนี้... หูแดงแจ๋เลยด้วยซ้ำ แปลว่าไม่ได้โกหกสินะครับ"
"ใครหน้าแดง! พี่ตาฝาดแล้ว!" ผมโวยวายเสียงดังกลบเกลื่อนความพิรุธ พร้อมกับยกมือขึ้นผลักอกแกร่งเบาๆ แต่มีหรือที่คนตัวโตจะสะเทือน เขากลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของผมรวบไว้ด้วยมือเดียวด้วยซ้ำ แล้วดันขึ้นไปแนบ
"ดื้อจังนะตัวแค่นี้" ทศเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นมาดื้อๆ สัมผัสที่เปลี่ยนไปทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ "รู้ตัวไหมครับว่าเวลาเราเขินแล้วน่ารักเป็นบ้าเลย"
"พี่ทศ!" ผมแว้ድใส่หน้าเขา ตาขวางใส่เพื่อกลบเกลื่อนความเขินที่พุ่งทะยานจนควบคุมไม่อยู่ "ปล่อยเลยนะ! จะมาแกล้งอะไรนักหนาก็ไม่รู้ เป็นบ้าอะไรเนี่ย!"
"ไม่ได้เป็นบ้าครับ... แค่กำลังจะทำตามที่เพื่อนรินแนะนำ"
"ห๊ะ? เพื่อนแนะนำอะไรวะ..."
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ประมวลผลคำพูดประโยคสั้นๆ นั้น ทศก็โน้มใบหน้าลงมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะหลบเลี่ยง ปลายจมูกและริมฝีปากอุ่นจัดสัมผัสลงบนแก้มด้านซ้ายของผมอย่างแผ่วเบา... แต่เนิ่นนานพอที่จะทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ
*ฟอดดด...*
เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับสัมผัสอ่อนนุ่มที่แนบชิดทำเอาผมหยุดหายใจไปเลย สมองขาวโพลน ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ถ้าไม่ได้แขนแกร่งอีกข้างที่ตวัดเข้าโอบเอวผมไว้ตามสัญชาตญาณ ป่านนี้ผมคงลงไปนอนกองกับพื้นห้องไปแล้ว
นี่มัน... ข้ามเส้นเพื่อนกันไปไกลโขแล้วไม่ใช่เหรอวะ!
"พี่... พี่ทำบ้าอะไรเนี่ย!" ผมหวีดลั่น หน้าตาร้อนผ่าวราวกับจะระเบิด มือที่ถูกปล่อยเป็นอิสระรีบยกขึ้นมาจับแก้มข้างที่โดนฉวยโอกาสทันที ความอุ่นร้อนจากริมฝีปากของเขายังคงติดตรึงอยู่บนผิวเนื้อจนใจสั่นระรัว
ทศถอยหลังกลับไปยืนมองผมด้วยสายตาพราวระยับ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มละมุนละไมที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น ชายหนุ่มรุ่นพี่ร่างสูงใหญ่ไหวไหล่เบาๆ อย่างคนไม่ยี่ห้อต่อความผิด
"ก็มินมันบอกว่า... 'ถ้าอยากให้รินมันเลิกปากแข็ง ต้องใช้การกระทำมากกว่าคำพูด' พี่ก็แค่ทำตามคำแนะนำของที่ปรึกษาเฉพาะกิจแค่นั้นเองครับ" ทศยักิ้วกวนประสาท "อีกอย่าง... แก้มรินนิ่มกว่าที่คิดแฮะ หอมดีด้วย"
"ไอ้... ไอ้พี่ทศคนฉวยโอกาส! ไอ้คนฉวยโอกาสหน้าไม่อาย!" ผมชี้หน้าเขาอย่างคาดโทษ ร2่างกายสั่นเทาด้วยความเขินปนความโกรธ (ที่ไม่อาจโกรธลงจริง) "ผมจะฟ้องไอ้มิน! ผมจะฟ้องให้มันรู้ว่าพี่ฉวยโอกาสผม!"
"เชิญเลยครับ" ทศหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี เขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอแล้วยื่นมาตรงหน้าผม "พิมพ์บอกมันตอนนี้เลยก็ได้นะ... ว่าพี่ไม่ได้แค่หอมแก้มเฉยๆ แต่..."
"แต่... แต่อะไรเล่า!" ผมตวัดเสียงถามอย่างระแวง
ทศก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เร็วจนผมถอยหลังหนีไม่ทัน ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นอ่อนโยนและทะนุถนอมจนหัวใจที่เต้นรัวอยู่แล้วแทบจะกระโดดออกมานอกอก
ดวงตาคมกริบที่มักจะใช้มองเพื่อแกล้งผมมาตลอดหลายเดือนนี้ บัดนี้กลับฉายแววความจริงจังและความลึกซึ้งบางอย่างที่ทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
"แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น..." ทศโน้มใบหน้ากระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว "เปลี่ยนจากฟ้องเพื่อน... มาเป็นแฟนพี่เลยดีกว่าไหมครับ ริน?"
*กริ๊งงง...*
เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้นทำลายความเงียบที่กำลังอบอวลด้วยบรรยากาศชวนใจเต้น ทศชะงักเล็กน้อยอย่างขัดใจ ส่วนผมเหมือนได้รับกิจการช่วยชีวิต รีบผลักอกเขาเต็มแรงแล้ววิ่งแจ้นไปที่ประตูหน้าห้องทันทีโดยไม่หันกลับมามอง
มือบางสั่นเทาเอื้อมไปบิดลูกบิดแล้วดึงประตูเปิดออก ปรากฏร่างของไอ้มินยืนถือถุงชานมไข่มุกทำหน้ายิ้มแป้นแล้นอยู่หน้าห้อง
"อ้าว ริน... ทำไมหน้าแดงแจ๋อย่างนั้นวะ? ห้องแอร์เสียเหรอ หรือว่า..." มินชะโงกหน้ามองข้ามไหล่ผมเข้าไปด้านใน แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นพี่ทศยืนกอดอกยิ้มมุมปากรออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
ผมหันกลับไปมองหน้าคนเจ้าเล่ห์ที่เดินตามมาสมทบ ทศสบตาผมด้วยแววตาเจ้าเล่ห์แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้ผมแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
และก่อนที่ผมจะได้อ้าปากด่าเพื่อนสนิทตัวดี ทศก็เอ่ยประโยคตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน...
"มาพอดีเลยไอ้มิน... ช่วยอยู่เป็นพยานให้หน่อยสิครับ พอดีพี่กำลังจะขอเด็กแถวนี้เป็นแฟนพอดีเลย"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและใจสั่นไปกับความกวนประสาทของพี่ทศด้วยกันเสมอนะครับ
พี่ข้างห้องครับ อย่ามาร้ายใส่กันได้มั้ย•ตอนที่ 22
ข้ามเส้นเพื่อนกันไปหนึ่งก้าว
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ อย่ามาร้ายใส่กันได้มั้ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!