คราบโลหิตสีดำคล้ำที่หยดลงบนพื้นศิลาเขียวเปรียบดั่งรอยหมึกพู่กันที่แต้มลงบนกระดาษขาว สภาพอากาศรอบกายในยามวิกาลหน็บหนาวเสียดกระดูก แต่ความเย็นเยือกนั้นยังมิอาจเทียบเท่าจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของหลี่เฟยในยามนี้
"หึ... สามปีเต็ม เจ้ายังคงซ่อนตัวอยู่ภายใต้เงาของสุนัขรับใช้ได้อย่างน่าสมเพชเช่นเคยนะ... 'ชิงหลง'"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทว่าก้องกังวานดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่รอเวลาขย้ำเหยื่อ หลี่เฟยหรี่ตาลงคมกริบ นัยน์ตาคู่นั้นฉายประกายอำมหิตขึ้นวูบหนึ่งเมื่อจำเสียงและกลิ่นอายปราณอันคุ้นเคยได้ทันที บุคคลผู้นี้... คืออดีตสหายร่วมสำนักมือสังหารผู้ทรยศ ที่เขาตามล่ามาตลอดสามปีเต็ม!
เบื้องหน้าของเขาทั้งสอง คือซากปรักหักพังของศาลาบูรพา ภายในเขตแดนรกร้างของสำนักมารโลหิต กลิ่นอายของค่ายกลโบราณยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ คล้ายร่องรอยของอสรพิษที่เพิ่งเลื้อยผ่านไป
เงาร่างในชุดคลุมสีเทาเข้มหัวเราะแหบพร่า ดวงตาคู่รีหรี่มองบุรุษผู้ถือกระบี่ไร้ลักษณ์ด้วยความหวาดระแวงระคนเย้ยหยัน "หลี่เฟย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการตามล่าของเจ้ามีความหมาย? น่าขันสิ้นดี กระบี่ในมือเจ้าต่อให้คมกล้าเพียงใด ก็มิอาจตัดรากเหง้าของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ทันหรอก!"
"พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ชักกระบี่ของเจ้าออกมา แล้วชดใช้หนี้เลือดที่สำนักมารเคยก่อไว้เสีย!"
หลี่เฟยไม่รอช้า พลังปราณฟ้าดินรอบกายพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระแสลมวนอันเชี่ยวกราด เคล็ดวิชา 'กระบี่ไร้ลักษณ์' ถูกขับเคลื่อนด้วยสมาธิแน่วแน่ ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด ประกายแสงสีเงินทอประกายวาบขึ้นกลางความมืดมิด ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่จ่อถึงลำคอของเป้าหมาย ชิงหลงกลับมิได้หลบหนี กลับยิ้มเยาะและสะบัดมือซัดแผ่นหยกศิลาโบราณแผ่นหนึ่งลงกับพื้นดิน!
*ครืนนน—!*
พื้นศิลาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น มิติเบื้องหน้าบิดเบี้ยวคล้ายผืนน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป อักขระสีเลือดนับพันตัวผุดขึ้นจากพื้นดินก่อตัวเป็นค่ายกลทมิฬขนาดมหึมา กลืนกินร่างของชิงหลงหายวับไปกับตา ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะก้องกังวานที่ยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาท
"ฮ่าๆๆ... พวกเจ้ามาช้าไปก้าวเดียว แผนการล้างยุทธภพได้เริ่มขึ้นแล้ว!"
ความเงียบงันกลับคืนสู่สถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง หลี่เฟยยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าแทงกระบี่ ปราณกระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความเดือดดาล ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบกายอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับเศษแผ่นหยกที่แตกละเอียด ซึ่งหลงเหลือร่องรอยอักษรลับบางอย่างเอาไว้
"นี่มัน... แผนที่ภูมิประเทศของเจ็ดสำนักใหญ่?"
เสียงหวานเยือกเย็นดั่งสายน้ำค้างกลางฤดูหนาวดังขึ้นแผ่วเบา เซียนจื่อเยว่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยความสง่างาม นางปรายตามองเศษแผ่นหยกและค่ายกลที่มอดไหม้ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันหม่นหมองรอบตัวอย่างสิ้นเชิง ทว่าในยามนี้ คิ้วเรียวคู่สวยของนางกลับขมวดเข้าหากันน้อยๆ
"ไม่ใช่แค่เจ็ดสำนักใหญ่..." เซียนจื่อเยว่เอ่ยขึ้น พร้อมกับย่อกายลงใช้นิเรียวแตะเศษซากพลังปราณที่หลงเหลืออยู่ "ข้ารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของ 'ค่ายกลดูดกลืนวิญญาณสวรรค์' มันเป็นวิชาต้องห้ามที่สูญหายไปจากยุทธภพร่วมร้อยปี หากพวกมันรวบรวมพลังปราณจากใจกลางสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดสำเร็จ... เกรงว่ารากฐานพลังของยุทธภพทั้งหมดจะถูกทำลายจนย่อยยับในชั่วพริบตาเดียว"
หลี่เฟยเก็บกระบี่เข้าฝักด้วย动作ที่มั่นคง ทว่าสันกรามของเขากลับขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน "พวกมันต้องการใช้พลังวิญญาณของผู้ฝึกยุทธนับหมื่นเพื่อหลอมสร้าง 'ศาสตราเทพมาร' ขึ้นมาใหม่ ชิงหลงเป็นเพียงแค่เบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น... เบื้องหลังมันต้องมีผู้อยู่เบื้องชักใยที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเงียบลงชั่วขณะ ลมหายใจที่ประสานกันท่ามกลางความหนาวเหน็บสะท้อนความตึงเครียดในสถานการณ์ เซียนจื่อเยว่เงยหน้าขึ้นมองบุรุษข้างกาย แววตาคู่คมที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับเจือด้วยความห่วงใยที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้ง นางรู้ดีว่าเป้าหมายที่หลี่เฟยกำลังเผชิญอยู่นั้นอันตรายเกินกว่าจะคาดเดา แต่นางไม่มีวันยอมปล่อยให้เขาต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างโดดเดี่ยวเด็ดขาด
"ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรคหรือคมดาบเพียงใด..." เซียนจื่อเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงอย่างยิ่งยวด มือเรียวเอื้อมไปแตะแขนเสื้อของเขาเบาๆ "ข้าจะเคียงข้างท่าน... ในฐานะผู้ร่วมวิถี และผู้เดียวที่จะไม่ยอมให้ผู้ใดพรากชีวิตท่านไปจากโลกนี้"
หลี่เฟยหันมาสบตากับนาง แววตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารเมื่อครู่พลันอ่อนลงวับหนึ่ง ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่หัวใจอันด้านชาของมือสังหารผู้โดดเดี่ยว เขายกมือขึ้นกุมมือเรียวนั้นไว้แน่น สัมผัสเย็นเยียบของนางกลับมอบพลังและความเด็ดเดี่ยวให้แก่เขาอย่างน่าประหลาด
"ขอบใจเจ้า... จื่อเยว่"
ทว่า ในวินาทีที่ความรู้สึกอันลึกซึ้งกำลังเชื่อมโยงหัวใจของทั้งสองดวงเข้าหากันนั้นเอง เสียงระฆังโบราณจากยอดเขาไกลโพ้นก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นสามครั้งซ้อน!
*ก๊อง—! ก๊อง—! ก๊อง—!*
เสียงระฆังนั้นมิได้สะท้อนผ่านอากาศ แต่มันดังก้องขึ้นภายในจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธทุกคนในรัศมีร้อยลี้ ท้องน้ายามราตรีที่เคยกระจ่างใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆหมอกม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นน่าสะพรึงกลัวเหนือสำนักกระบี่เมฆา ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่!
หลี่เฟยและเซียนจื่อเยว่หันขวับไปมองยังทิศทางนั้นพร้อมกัน สัญชาตญาณอันแหลมคมบอกพวกเขาทันทีว่าภัยพิบัติไม่ได้กำลังจะมาเยือน... แต่มันได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
ทว่า สิ่งที่ทำให้หลี่เฟยต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ คือเงาร่างนับร้อยที่กำลังพุ่งทะยานลงมาจากท้องนาราวกับห่าฝน ทุกลมหายใจของเงาร่างเหล่านั้นล้วนปลดปล่อยไอสังหารสีดำทมิฬ... และผู้นำขบวนทัพหน้าของสำนักมารที่กำลังบุกทำลายสำนักกระบี่เมฆานั้น กลับไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก 'อาจารย์' ผู้ล่วงลับที่หลี่เฟยเคยฝังศพด้วยมือของตนเองเมื่อสามปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารจันทร์ดับดารา•ตอนที่ 7
ร่องรอยลับของสำนักมาร
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารจันทร์ดับดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!