*ชิ้ง!*
เสียงโลหะเสียดสีกับฝักกระบี่ดังขึ้นดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มผู้หิวกระหาย ประกายความเย็นเยียบของคมกระบี่สะท้อนกับแสงจันทร์สาดส่องลงบนพื้นศิลาสีนิลจนเกิดเป็นเงาสะท้อนระยบระยับดั่งเกล็ดน้ำค้างยามเหมันต์ หลี่เฟยยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหิน ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ชี้ตรงไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ทว่าความกดดันจากจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับทำให้มิติรอบกายสั่นระริกราวกับผืนน้ำยามถูกก้อนศิลาทุ่มลงไป
ทว่า ภัยคุกคามเมื่อครู่กลับมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเงียบงันอันวังเวงของค่ำคืนลึกล้ำ
เซียนจื่อเยว่เก็บกระบี่วิเศษลงฝักด้วยกิริยาอันเชื่องช้าและสง่างาม อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามสายลมยามราตรีที่พัดพาเอาความหนาวเหน็บเข้ามาเยือน เมฆาเคลื่อนคล้อยเปิดทางให้ดวงจันทร์เพ็ญกระจ่างชัด แสงนวลตาดั่งแป้งร่ำอาบไล้เรือนร่างระหงและใบหน้าที่เยือกเย็นดั่งหยกสลัก นางปรายตามองบุรุษผู้ยืนอยู่เคียงข้าง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความระแวดระวังยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับเจือด้วยประกายความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง
"เจ้า... ไม่จำเป็นต้องออกหน้าแทนข้าในยามวิกาลเช่นนี้" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผืนน้ำในบึงลึก ทว่าหูของนางกลับขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ ซึ่งตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบอย่างเห็นได้ชัด ภายใต้ความเย่อหยิ่งและภาระอันหนักอึ้งในฐานะผู้สืบทอดแห่งสำนักกระบี่เมฆา ภายในใจของนางกลับกำลังปั่นป่วนด้วยคลื่นอารมณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หลี่เฟยผ่อนลมหายใจช้าๆ เก็บกระบี่ไร้ลักษณ์เข้าฝักด้วยความนุ่มนวล ทว่ามั่นคง เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบตามวิสัย "ข้ามิได้ออกหน้าแทนผู้ใด ข้าเพียงแต่รำคาญเสียงรบกวนยามวิกาลที่ขัดขวางการทำสมาธิของข้าก็เท่านั้น"
คำตอบอันเย็นชาและไร้เยื่อใยเช่นนี้ หากเป็นผู้อื่นคงสร้างความขุ่นเคืองใจไม่น้อย แต่สำหรับเซียนจื่อเยว่ นางกลับรับรู้ได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดเหล่านั้น หลี่เฟยเป็นเช่นนี้เสมอ—บุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่ เย็นชาต่อโลกภายนอก แต่กลับมีคุณธรรมและสัจธรรมที่ยึดมั่นอยู่ในกระดูกดำ
ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครั้ง ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ทั้งคู่เลือกที่จะนั่งลงบนระเบียงหินอ่อนของศาลาโบราณที่มองเห็นทิวทัศน์ของหุบเขาย우ยเซียนเบื้องล่าง ทะเลหมอกสีขาวโพลนแผ่ขยายสุดลูกหูลูกตา ราวกับผืนผ้าใบที่ถูกแต่งแต้มด้วยพู่กันของเซียนผู้หลุดพ้น
"ยุทธภพแห่งนี้... ช่างกว้างใหญ่นัก" เซียนจื่อเยว่เอ่ยทำลายความเงียบ นางทอดสายตาไปยังขอบฟ้าไกล "ผู้คนต่างแย่งชิงความเป็นหนึ่ง ไขว่คว้าเคล็ดวิชาและกระบี่วิเศษ ยอมแม้กระทั่งละทิ้งความเป็นมนุษย์ เพื่อแลกกับการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งการบำเพ็ญเพียร แต่เมื่อขึ้นไปถึงจุดนั้นแล้ว สิ่งที่รออยู่... กลับมีเพียงความโดดเดี่ยวอันเป็นนิรันดร์ เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ, หลี่เฟย?"
หลี่เฟยหันไปมองเสี้ยวหน้าอันงดงามราวภาพวาดของนาง แสงจันทร์อาบไล้แพขนงและนัยน์ตาที่ฉายแววความอ่อนล้าอย่างปิดไม่มิด มือเรียวบางที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาว—นั่นคือร่องรอยของความกดดันที่นางต้องแบกรับไว้บนบ่าบอบบางคู่นั้นมาเนิ่นนาน
"ความโดดเดี่ยวไม่ใช่บทลงโทษของวิถีกระบี่" หลี่เฟยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือด้วยความหนักแน่นและลุ่มลึก "แต่มันคือราคาที่ต้องจ่าย เพื่อแลกกับการรักษาตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ ผู้ที่หวาดกลัวความโดดเดี่ยว ย่อมไม่อาจก้าวไปถึงจุดสูงสุดแห่งวิถียุทธได้ เพราะจิตใจของพวกเขาพะว้าพะวังอยู่กับฝูงชน... แต่กระบี่... มิเคยต้องการเพื่อนร่วมทาง"
เซียนจื่อเยว่หันมาสบตากับเขา นัยน์ตาคู่สวยไหววับเล็กน้อย "เช่นนั้น... เจ้าก็เป็นเช่นนั้นหรือ? โดดเดี่ยวและไร้ความรู้สึก?"
"เดิมที... ข้าเคยคิดเช่นนั้น" หลี่เฟยตอบเสียงแผ่วเบา สายตาของเขาไม่ได้มองตรงไปที่นาง ทว่ากลับทอดมองไปยังความเวิ้งว้างเบื้องหน้า "จนกระทั่งในคืนนี้... ภายใต้แสงจันทร์ดวงเดียวกันนี้ ข้ากลับพบว่า ความเงียบงันที่เคยคุ้นเคย กลับมีเสียงลมหายใจของผู้อื่นร่วมอยู่ด้วย"
ประโยคเรียบง่าย ทว่าทรงพลังดั่งกระบี่ที่แทงทะลุหัวใจ ทำให้ลมหายใจของเซียนจื่อเยว่สะดุดกึก หัวใจที่เคยถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งแห่งสำนักมานานนับปี กลับรู้สึกราวกับถูกไออุ่นจากไฟประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาจนหลอมละลาย นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนความเขินอายที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พวงแก้มขาวเนียนบัดนี้เจือด้วยสีเรื่อจางๆ ดั่งดอกท้อต้องลมหนาว
"เจ้า... พูดจาแปลกหูนัก" นางพยายามรักษาอาการเยือกเย็นเอาไว้ ทว่าเสียงสั่นเครือเล็กน้อยนั้นได้ทรยศความรู้สึกของนางจนหมดสิ้น
หลี่เฟยไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ เขายื่นมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับกลีบดอกไม้ป่าที่ร่วงหล่นลงมาบนบ่าของนางอย่างแผ่วเบา การกระทำที่ไร้ซึ่งการล่วงเกิน ทว่าเต็มไปด้วยความทะนุถนอมอันแปลกประหลาด ทำให้เซียนจื่อเยว่แข็งค้างไปชั่วขณะ นางไม่ได้หลบเลี่ยง ปล่อยให้เขาสัมผัสผ่านไปอย่างยินยอมพร้อมใจ กลิ่นอายจางๆ ของป่าสนและโลหิตจางๆ ที่ติดตัวมือสังหารหนุ่ม ลอยกรุ่นเข้ามาแตะนาสิก สร้างความรู้สึกปลอดภัยที่นางไม่เคยได้รับจากที่ใดในยุทธภพอันโหดร้ายนี้
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังถักทอความรู้สึกแปลกใหม่และลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ นั้นเอง...
*ฟรึบ!*
เสียงแหวกอากาศแผ่วเบาราวกับปีกแมลงปอพัดผ่านเข้ามาในอาณาเขตคุ้ม20 ของศาลาโบราณ เงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบลงมาจากยอดไม้เบื้องบนอย่างรวดเร็วดั่งอสุนีบาต ปลายกระบี่สีดำสนิทที่ไร้ซึ่งประกายแสง พุ่งตรงเข้าสู่จุดตายกลางหลังของหลี่เฟยโดยไร้ซึ่งเสียงเตือน!
เซียนจื่อเยว่เบิกตากว้าง สัญชาตญาณของยอดเซียนตื่นตัวขึ้นในเสี้ยววินาที นางชักกระบี่ออกจากฝักพร้อมตวัดปลายกระบี่สวนกลับออกไปอย่างดุดัน!
แต่ทว่า... เงาดำสายนั้นกลับเบี่ยงหลบวิถีกระบี่ของนางได้อย่างงดงาม และในวินาทีที่คมกระบี่สีดำเข้าใกล้หลี่เฟยเพียงคืบเดียว เสียงหัวเราะแหบพร่าและเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากปากของมือสังหารปริศนาผู้มาเยือน
"ศิษย์พี่หลี่... ไม่พบกันนาน ฝีมือของท่านยังคงตกต่ำลงเช่นเดิม หรือเพราะมัวแต่เพลิดเพลินกับความงามของสตรี จนลืมไปแล้วว่า 'เงาทมิฬ' มิเคยไว้ชีวิตผู้ใด!"
หลี่เฟยหรี่ตาลงคมกริบ นัยน์ตาคู่นั้นฉายประกายอำมหิตขึ้นวูบหนึ่งเมื่อจำเสียงและกลิ่นอายปราณอันคุ้นเคยได้ทันที — บุคคลผู้นี้... คืออดีตสหายร่วมสำนักมือสังหารผู้ทรยศ ที่เขาตามล่ามาตลอดสามปีเต็ม!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารจันทร์ดับดารา•ตอนที่ 6
ค่ำคืนแห่งการสนทนา
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารจันทร์ดับดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!