กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารจันทร์ดับดารา•ตอนที่ 11

รอยร้าวในใจเซียน

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กลิ่นอายกำยานพันปีในตำหนักลับหลอมใจคละคลุ้งไปด้วยความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว คล้ายมวลอากาศรอบกายถูกบีบอัดจนกลายเป็นแผ่นเหล็กหนาที่พร้อมจะบดขยี้ร่างของผู้อ่อนแอให้แหลกสลายได้ทุกเมื่อ "เจ้าใจความหมายของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยดีแล้วใช่หรือไม่... จื่อเยว่" สุ้มเสียงนั้นแหบพร่า ทว่ากังวานลึกดั่งเสียงระฆังสำริดจากห้วงนรกภูมิ มันสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเซียนจื่อเยว่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางยืนตัวตรงสง่างามดั่งหยกขาวสลัก อาภรณ์สีฟ้าครามพลิ้วไหวตามแรงกดดันของลมปราณรอบด้าน ทว่าเม็ดเหงื่อกาฬกลับผุดพรายขึ้นตามไรผมอันเนียนละเอียด สะท้อนแสงสลัวจากคบเพลิงสีชาด เบื้องหน้าของนางคือเงาร่างชราที่นั่งหลับตาอยู่บนแท่นศิลาโบราณ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเมฆาคล้อย อาจารย์ผู้ให้กำเนิดและหล่อหลอมนางขึ้นมาในยุทธภพนี้ "ศิษย์... ทราบดีขอรับ เอ้ย... ทราบดีเจ้าค่ะ" จื่อเยว่เกือบหลุดคำพูดที่ใช้พูดคุยกับบุรุษผู้นั้นออกไป นางขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปรากฏรอยนูน เพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในน้ำเสียงของตนเอง "ดี ทราบดีก็ดีแล้ว" ผู้อาวุโสสูงสุดลืมตาขึ้น เปลวเพลิงสีฟ้าเย็นเยียบวับวาวอยู่ในดวงตาสูงวัยคู่นั้น "วิชากระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน เป็นยอดวิชาต้องห้ามที่ไม่เคยมีผู้ใดฝึกสำเร็จในรอบสามร้อยปี ยิ่งไปกว่านั้น... เจ้าคือนายหญิงแห่งสำนัก เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้สึกที่เจ้ากำลังบ่มเพาะขึ้นในใจเวลานี้ มันคือพิษร้ายที่จะทำลายล้างรากฐานของสำนักเราจนหมดสิ้น!" คำพูดนั้นเฉียบคมดั่งคมกระบี่ที่กรีดลงบนแผลสด จื่อเยว่รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ ภาพของบุรุษผู้เย็นชา ทะนงตน และถือครองวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวผู้นั้นผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง หลี่เฟย... มือสังหารผู้ไร้ที่มา ทว่ากลับเป็นคนเดียวที่ทำให้น้ำแข็งในใจนางละลายลงได้ แม้ในยามที่โลกหล้าต่างประณามเขา แต่นางกลับยอมมอบหัวใจและจิตวิญญาณให้เขาไปจนหมดสิ้นแล้ว "ท่านอาจารย์... ความรู้สึกที่ท่านเรียกว่าพิษร้ายนั้น แท้จริงแล้วคือวิถีแห่งเต๋าที่แท้จริงหรือไม่?" จื่อเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาโดยตรง ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "วิชากระบี่ที่ไร้ซึ่งความรู้สึก จะต่างอันใดกับหุ่นเชิดที่ถืออาวุธ? ศิษย์ไม่เชื่อว่าการตัดขาดจากทุกสิ่งคือจุดสูงสุดของเซียน!" *เปรี้ยง!* คลื่นพลังปราณระดับบรรพชนระเบิดออกมาจากร่างของผู้อาวุโสสูงสุดทันที แรงกดดันมหาศาลซัดร่างของจื่อเยว่จนถอยหลังไปสามก้าว กระบี่ประจำกายสั่นระริกส่งเสียงร้องโหยหวนอยู่ในฝัก รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นศิลาเบื้องเท้านาง "บังอาจ!" ผู้อาวุโสสูงสุดคำรามลั่น "เจ้ารับอิทธิพลจากมารร้ายผู้นั้นมามากเกินไปแล้ว! ศิษย์รัก... ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่ยังแบเบาะ ถ่ายทอดวิชาชีพและเกียรติยศทั้งหมดให้เจ้า แต่วันนี้เจ้ากลับกล้าท้าทายกฎเหล็กของบรรพบุรุษเพื่อบุรุษนอกรีตเพียงคนเดียวอย่างนั้นหรือ?" จื่อเยว่เม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด รสชาติเค็มปร่าของโลหิตแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก แต่นางไม่ปริปากร้องครวญครางแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับรอยร้าวที่กำลังขยายตัวขึ้นในจิตใจของนาง ระหว่างหน้าที่ของสำนักที่แบกรับไว้บนบ่า กับเสียงเรียกของหัวใจที่เลือกเดินเคียงข้างหลี่เฟย นางต้องเลือกสิ่งใด? "ศิษย์มิได้ถูกผู้ใดครอบงำ..." จื่อเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เยือกเย็น ทว่าเด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้า "หลี่เฟยไม่ใช่000มารร้าย และวิถีกระบี่ที่เขาเดิน... คือเส้นทางที่ข้าปรารถนาจะร่วมพิสูจน์ หากสำนักเมฆาคล้อยไม่อาจยอมรับวิถีของศิษย์ได้ เช่นนั้น... โปรดปลดตำแหน่งศิษย์เอกและลบชื่อข้าออกจากทำเนียบสำนัก ณ บัดนี้เถอะเจ้าค่ะ!" สิ้นคำพูดนั้น ตำหนักลับหลอมใจก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ผู้อาวุโสสูงสุดจ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนบ่งบอกถึงโทสะที่พุ่งถึงขีดสุด "ดี... ดีมาก!" ผู้อาวุโสสูงสุดแค่นAยิ้มเหี้ยมเกรียม "ในเมื่อเจ้าเลือกทางเดินนี้ด้วยตนเอง ข้าก็จะให้เจ้าได้รู้ซึ้งว่า การท้าทายลิขิตสวรรค์และกฎของสำนักมีจุดจบเช่นไร... พรุ่งนี้ยามฟ้าสาง เจ้าจะต้องเข้ารับ 'ทัณฑ์กระบี่ร้อยวิญญาณ' ด้วยตนเอง!" ทัณฑ์กระบี่ร้อยวิญญาณ! ชื่อนี้ทำเอาสีหน้าของจื่อเยว่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา นั่นคือทัณฑ์ทรมานที่ใช้ลงทัณฑ์ผู้ทรยศขั้นสูงสุด กระบี่วิญญาณร้อยเล่มจะพุ่งเข้าแทงทะลุจุดชีพจรทั่วร่างเพื่อลบล้างพลังยุทธ์ทั้งหมด หากจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ ร่างกายจะแหลกสลายกลายเป็นธุลีทันที ผู้อาวุโสสูงสุดสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง ร่างของจื่อเยว่ก็ถูกพลังลมปราณผลักกระเด็นออกมานอกประตูตำหนัก ประตูหินหนักอึ้งปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงก้องกังวานที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คิดให้ดี... ว่าเจ้าจะยอมก้มหัวขอขมา หรือจะยอมตายไปพร้อมกับกระบี่ไร้ค่าเล่มนั้น!" จื่อเยว่ยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก เลือดสีสดหยดลงบนพื้นหินทีละหยด นางกุมกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ทว่าในดวงตาคู่สวยนั้นกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแสงแห่งความเด็ดเดี่ยวที่สว่างวาบยิ่งกว่าดวงจันทร์เพ็ญยามราตรี "หลี่เฟย..." นางพึมพำชื่อนี้เบาๆ ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ลมหนาวสายหนึ่งพัดพาเอา گلกลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นอายกระบี่อันคุ้นเคยมาแตะจมูก จื่อเยว่สะดุ้งสุดตัว นางแหงนมองขึ้นไปบนหลังคาตำหนักเบื้องบน ท่ามกลางแสงจันทร์สีนวล เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งยืนไขว่ห้างอยู่บนกระเบื้องเคลือบ ปลายกระบี่ในมือสะท้อนแสงประกายเยือกเย็นราวกับยมทูตที่เพิ่งเดินกลับมาจากขุมนรก "เจ้า... มาทำอะไรที่นี่?" จื่อเยว่เอ่ยถามด้วยความตกใจระคนยินดี หลี่เฟยค่อยๆ ก้าวเท้าลงมาจากหลังคาราวกับขนนกที่ล่องลอยตามสายลม ดวงตาคมกริบใต้ปีกหมวกสานกวาดมองคราบเลือดที่มุมปากของนาง แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพลันปรากฏรอยคลื่นความโกรธเกรี้ยวที่ยากจะปิดบัง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาราวกับพายุหมุน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ว่าผู้ใดที่บังอาจทำให้เจ้านั่งเจ็บปวดเช่นนี้ มันผู้นั้นจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด พร้อมกับที่นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว... และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นหลังจากพ้นโค้งระเบียง พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำลายความเงียบยามวิกาล "จับตัวมือสังหารนอกรีตหลี่เฟยไว้! อย่าให้มันหนีไปได้!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดและคมกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารจันทร์ดับดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%