หยาดโลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากคมกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบ เกิดเสียงกังวานใสราวกระดิ่งเงิน ท่ามกลางม่านฝนที่กระหน่ำซัดสาดลงมาจากท้องนภาราวกับเบื้องบนกำลังพิโรธ สายฟ้าสีครามแปลบปลาปแผดแสงวาบขึ้นเป็นระยะ เผยให้เห็นเงาร่างของคนสองคนที่ยืนหยัดเผชิญหน้ากับกองทัพมือสังหารนับร้อยแห่งสำนักมารโลหิต
หลี่เฟยยืนนิ่งสงบดั่งขุนเขา ปลายกระบี่ในมือชี้ลงพื้น น้ำฝนไหลท่วมเส้นผมสีดำสนิทและใบหน้าคมคายที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรี เขารู้ดีว่าค่ำคืนนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดธรรมดา หากแต่เป็นการเดิมพันด้วยชะตากรรมของสองวิญญาณที่ถูกความมืดมิดในยุทธภพไล่ล่า
เบื้องหลังของเขาคือเซียนจื่อเยว่ นางเซียนผู้สูงส่งแห่งตำหนักเหมืองสวรรค์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยคราบโลหิตและหยาดน้ำฝน ทว่าความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งบนใบหน้างามล้ำกลับถูกแทนที่ด้วยร่องรอยแห่งความอ่อนล้า พลังปราณคุ้มกายของนางอ่อนแสงลงจนน่าใจหาย พิษโลหิตสวรรค์ที่แลกมากับการใช้กระบี่เซียนเมื่อคราวก่อนกำลังกัดกินเส้นชีพจรของนางทีละน้อย
"เจ้าไม่ควรย้อนกลับมา..." น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบแข่งกับสายฝน นางปาดคราบโลหิตที่มุมปากด้วยเรียวปลายนิ้วสั่นเทา "ลำพังตัวเจ้า... ต่อให้มีฝีมือเทียมฟ้า ก็ไม่มีทางฝ่าค่ายกลร้อยอสูรโลหิตออกไปได้"
หลี่เฟยไม่หันกลับไปมอง ทว่ามุมปากของบุรุษผู้ทะนงตนกลับยกย่องขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เด็ดเดี่ยวรากเหล็กเอ่ยตอบออกไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
"ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หรือทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หากหลี่เฟยผู้นี้เลือกที่จะปกป้องแล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยลมหายใจสุดท้าย ข้าก็ไม่มีวันถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังราucอสนีบาตฟาดผ่ากลางใจของเซียนจื่อเยว่ ดวงตาคู่งามที่มักจะไร้ความรู้สึกมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียร บัดนี้กลับไหววับดั่งผิวน้ำถูกลมพัดผ่าน ความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่นางแบกรับมาตลอดหลายสิบปี ราวกับถูกหลอมละลายลงด้วยความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้า
"เจ้าคนโง่..." นางพึมพำเสียงสั่น หัวใจดวงน้อยที่ปิดตายมาเนิ่นนานเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก นางไม่เคยคิดเลยว่า ในวันที่นางตกต่ำและไร้หนทางที่สุด จะมีบุรุษผู้หนึ่งยอมเอาชีวิตเข้ามาขวางกั้นระหว่างนางกับความตาย
"หากข้าโง่ งั้นเราคงเป็นพวกเดียวกันแล้วกระมัง" หลี่เฟยกล่าวเบาๆ ก่อนที่ประกายตาจะแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมดั่งพญายม
ฉับพลัน! เงาร่างนับสิบพุ่งทะยานแหวกม่านสายฝนเข้ามาพร้อมกัน อาวุธลับและประกายกระบี่คมกริบสาดแสงวาบประสานกันเป็นตาข่ายมรณะ ปิดตายทุกเส้นทางหนีทีไล่ กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านกดดันจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก พลังปราณวัตรเก้าสวรรค์ระเบิดออกรอบตัวจนหยาดฝนที่ตกลงมารอบกายระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวโพลนในพริบตา เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ท่วงท่าเรียบง่ายแต่ไร้ช่องโหว่ กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือวาดออกเป็นวงโค้งดั่งจันทราดับดารา
*ฉับ! เคร้ง!*
ประกายกระบี่พุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด เสียงโลหิตสาดกระเซ็นผสมปนเปไปกับเสียงสายฝน ศัตรูสามคนที่พุ่งเข้ามาแถวหน้ายังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง ร่างก็ถูกพลังปราณคมกริบตัดขาดเป็นสองท่อน ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินกลายเป็นสายเลือดที่ถูกชะล้างด้วยน้ำฝนจนกลายเป็นสีแดงฉาน
ทว่าศัตรูหาได้มีความเกรงกลัวไม่ พวกมันยังคงถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นใต้น้ำที่ไม่มีวันหมดสิ้น
เซียนจื่อเยว่เห็นดังนั้น นางกัดฟันฝืนโคจรลมปราณที่เหลืออยู่ แม้เส้นชีพจรจะเจ็บแปลบราถูกเข็มเงินนับหมื่นเล่มทิ่มแทง แต่นางไม่อาจปล่อยให้หลี่เฟยต้องรับภาระนี้แต่เพียงผู้เดียว นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบื้องหน้า อักขระโบราณสีครามสว่างวาบขึ้นกลางฝ่ามือ ก่อนจะซัดออกไปเป็นเกลียวคลื่นน้ำแข็งพญานาค กวาดร่างของมือสังหารกลุ่มใหญ่ให้แข็งเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในพริบตา แล้วแตกสลายกลายเป็นผุยผง
ทว่าการฝืนใช้พลังทำให้เซียนจื่อเยว่กระอักโลหิตออกมาคำโต ร่างอรชรเซถลาเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น
หลี่เฟยสะบัดกระบี่สะเด็ดโลหิต พุ่งตัวมารับเอวบางของนางไว้ได้ทันในเสี้ยววินาที ไออุ่นจากกายของเขาปะทะเข้ากับร่างที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของนาง สายตาของทั้งสองประสานกันท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของคนทั้งคู่ มีเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ส่งผ่านทางสายตา
"จำคำของข้าไว้..." หลี่เฟยกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยคำสัญญาที่หนักแน่นดั่งขุนเขา "ตราบใดที่กระบี่ยังอยู่ในมือข้า จะไม่มีผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าได้แม้แต่เส้นเดียว... นี่คือคำสัญญาของข้า"
เซียนจื่อเยว่ซบใบหน้าลงกับอกเสื้อที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและโลหิตของเขา ริมฝีปากบางแย้มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี รอยยิ้มที่งดงามยิ่งกว่าดอกไม้กลางฤดูใบไม้ผลิ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน
"ถ้าเช่นนั้น... หากเจ้าตาย ข้าจะขอตามไปล้างผลาญนรกภูมิให้ราบคาบ เพื่อไม่ให้เจ้าต้องเดินอย่างโดดเดี่ยว... นี่คือคำสัญญาของข้าเช่นกัน"
สิ้นเสียงของนาง พลังปราณทั่วร่างของหลี่เฟยก็พลุ่งพล่านถึงขีดสุด ดวงตาของเขากลายเป็นสีดำสนิทไร้ประกาย ราวกับหลุมดำที่กลืนกินทุกสิ่ง ดาบและกระบี่ในมือผสานเป็นหนึ่งเดียวด้วยเคล็ดวิชาสูงสุดที่แม้แต่เซียนบนฟ้ายังต้องสะพรึง
ทว่า ในวินาทีที่หลี่เฟยกำลังจะปลดปล่อยกระบวนท่าตัดสินชะตากรรม ทันใดนั้นเอง... ท้องนฟ้าเบื้องบนก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องยิ่งกว่าเสียงอสุนีบาตใดๆ สายฟ้าสีทองเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงหน้าพวกเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แรงระเบิดมหาศาลบังคับให้ทั้งสองต้องกระโดดถอยหลังหลบ
ม่านหมอกควันจางลง เผยให้เห็นเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่งยืนขวางทางอยู่ เบื้องหลังของคนผู้นั้นคือรอยแยกแห่งมิติที่กำลังหมุนวนราวกับประตูสู่นรก หลุมมิตินั้นแผ่กลิ่นอายโบราณที่ทำให้ลมหายใจของหลี่เฟยต้องสะดุด
"นึกไม่ถึงว่าทายาทคนสุดท้ายของวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ จะมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่..." น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังอำนาจดังก้องกังวานเสียดแก้วหู "หลี่เฟย... เจ้าคิดว่าคำสัญญาของเจ้า จะปกป้องนางจาก 'ผู้เฒ่าแดนบูรพา' ผู้นี้พ้นหรือ?"
ดวงตาของหลี่เฟยหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว ปลายกระบี่สั่นระริกด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด ศัตรูที่แท้จริง... ก้าวออกมาจากความมืดแล้ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดและคมกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารจันทร์ดับดารา•ตอนที่ 16
คำสัญญากลางพายุ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารจันทร์ดับดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!