กลิ่นอายอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาอายุนับร้อยปี ลอยอบอวลอยู่ภายใต้ความเงียบงันอันน่าอึดอัดของหอตำราลับชั้นที่สาม แสงตะเกียงไข่มุกราตรีส่องประกายสีนวลทอดเงายาวทับซ้อนกันบนชั้นหนังสือไม้พะยูงดำ ทว่าบรรยากาศอันสงบเงียบนี้กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงพลิกหน้ากระดาษแผ่วเบา... แต่ทว่าหนักแน่นดั่งเสียงค้อนทั่งตีเหล็ก
หลี่มู่เฉินยืนนิ่งอยู่หน้าชั้นตำราศาสตร์กระบี่โบราณ ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองอักขระปราณที่เลือนรางตามกาลเวลา หัวใจของเขาในยามนี้ไม่ได้จดจ่ออยู่กับเคล็ดวิชาเซียนขั้นสูง หากแต่กำลังประเมินสถานการณ์รอบตัวด้วยสัญชาตญาณของราชันย์เซียนผู้ผ่านความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
*ที่นี่... ไม่ใช่สถานที่ที่ศิษย์สาย外 (นอก) จะมีสิทธิ์ก้าวเข้ามาได้ง่ายๆ แม้แต่ศิษย์สายในยังต้องใช้แต้มคุณงามความดีมหาศาลเพื่อแลกเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป*
รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากของหลี่มู่เฉินเล็กน้อย เขารู้ดีว่าการที่ตนสามารถก้าวผ่านค่ายกลมายาเจ็ดดาราเข้ามาได้ หาใช่เพราะความบังเอิญไม่ หากแต่มี 'ใครบางคน' จงใจเปิดช่องว่างให้เขาเข้ามาตั้งแต่แรก
"เจ้ามีความกล้าหาญไม่น้อย... หรือว่ารนหาที่ตายกันแน่, หลี่มู่เฉิน"
น้ำเสียงที่ราบเรียบ เยือกเย็น และดังก้องกังวานดั่งสายน้ำแข็งกระทบกันในเหมันตฤดู ดังขึ้นจากมุมมืดหลังชั้นตำราอักษรโบราณ น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งจิตสังหาร ทว่ากลับกดดันจนลมหายใจของคนฟังต้องสะดุด
หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะหันกลับไปทันที เขายังคงใช้นิ้วเรียวยาวลูบไล้สันปกตำราเล่มเก่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แพ้กัน
"ความกล้าหาญและความตายมักเดินเคียงคู่กันเสมอ ศิษย์พี่ไป๋... แต่การรอคอยผู้คนในที่มืดเช่นนี้ ดูจะไม่ใช่กิจวัตรของ 'เซียนกระบี่เหมันต์' ผู้สูงส่งสักเท่าใดนักนะครับ"
สิ้นเสียงของหลี่มู่เฉิน เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ราวกับภาพวาดก็ก้าวออกมาจากความมืด นางก้าวเดินอย่างไร้ซุ่มเสียง ราวกับภูตผีหรือเซียนสาวที่ล่องลอยอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของโลกหล้า เรือนผมสีดำสนิทรวบไว้ด้วยปิ่นหยกสลักลายเมฆา ใบหน้ารูปไข่ไร้ที่ติ งดงามจนน่าตื่นตะลึง ทว่าดวงตากลับเย็นชาดั่งหุบเขาหิมะหมื่นปี นางคือไป๋อวี้เซียน ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาเมฆาคล้อย ผู้ซึ่งสำนักบูชาให้เป็นความหวังในอนาคต
ทว่า ในแววตาคู่ที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งนั้น กลับมีระลอกคลื่นแห่งความซับซ้อนไหววูบผ่านไปชั่วขณะ เมื่อนางจ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่มตรงหน้า
ไป๋อวี้เซียนหยุดยืนห่างออกไปเพียงสามก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ลอยแตะนาสิก หลี่มู่เฉินค่อยๆ หมุนตัวกลับมาสบตากับนาง ดวงตาของทั้งสองประสานกันราวกับคมกระบี่สองเล่มที่ปะทะกันกลางอากาศ ไร้ซึ่งเสียงคำราม แต่แรงกดดันจากพลังปราณระดับจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์ของนาง กลับแผ่ซ่านเข้ากดทับร่างของหลี่มู่เฉินโดยตรง
*เปรี้ยะ!*
อากาศรอบตัวทั้งสองสั่นไหวจนเกิดเสียงคล้ายกระจกแตก หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย ร่างกายของเขาในยามนี้เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่ห้า การเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับไป๋อวี้เซียนตรงๆ ย่อมเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด กระนั้น เขากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น มุมปากของเขายังประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา
"เจ้าเปลี่ยนไปมาก..." ไป๋อวี้เซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความสงสัยที่เก็บงำมานานหลายวัน "วิชาปราณที่เจ้าใช้ทำลายค่ายกลเมื่อครู่... ไม่ใช่เคล็ดวิชาของสำนักเรา และสายตาที่เจ้ามองข้าในตอนนี้ ก็ไม่ใช่สายตาของศิษย์น้องที่เคยหวาดกลัวข้าเช่นกาลก่อน"
"คนเราย่อมต้องเติบโตขึ้นเมื่อเผชิญกับความตายมิใช่หรือครับ, ศิษย์พี่" หลี่มู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่งอย่างออาจ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน "หรือว่า... ท่านอุตส่าห์เปิดทางให้ข้าเข้ามาถึงหอตำราลับแห่งนี้ เพียงเพื่อจะมาสอบสวนข้าเรื่องวิชาปราณเท่านั้น?"
ไป๋อวี้เซียนนิ่งงันไปชั่วขณะ นางไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่เคยหลบตาตนด้วยความหวาดหวั่นผู้นี้ จะกล้าต่อGคคำพูดและก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในระยะที่อันตรายถึงเพียงนี้ มือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อยาวเผลอกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, หลี่มู่เฉิน" นางเอ่ยเสียงต่ำ แววตาฉายแวววาวด้วยประกายความดุดัน "ความลับที่เจ้าซ่อนไว้... อาจทำให้เจ้าแหลกสลายเป็นจุลได้ในชั่วพริบตา แม้แต่ข้าก็อาจปกป้องเจ้าไม่ได้"
"ท่านต้องการปกป้องข้าอย่างนั้นหรือครับ?" หลี่มู่เฉินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มและเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตราย "ข้าคิดว่าท่านเกลียดชังข้าเสียอีก... ไป๋อวี้เซียน หรือว่าความทรงจำในอดีตชาติ... ทำให้ท่านยังคงติดค้างอะไรบางอย่างในใจกันแน่?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางหอตำราลับ ร่างของไป๋อวี้เซียนสะท้านเฮือก ดวงตาที่เคยเยือกเย็นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตื่นตระหนกฉายชัดขึ้นในแววตาของนางเป็นครั้งแรก นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ปราณเหมันต์รอบตัวปั่นป่วนจนหนังสือบนชั้นสั่นไหว
"เจ้า... เจ้าพูดเรื่องอะไร..." เสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
หลี่มู่เฉินไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เขาก้าวประชิดตัวนางอย่างรวดเร็วดั่งสาย 1 ในพริบตา มือข้างหนึ่งเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวบางของนางไว้แน่น ปราณแท้จริงสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้าสู่จุดชีพจรของนางเพื่อระงับความตื่นตระหนก และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ภาพอดีตอันเลือนราง ภาพของกระบี่หักสะบั้นและโลหิตสีชาดที่หลั่งรินบนยอดเขาเซียน ก็ไหลทะลักเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของทั้งคู่พร้อมๆ กัน
ไป๋อวี้เซียนสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา และในวินาทีนั้นเอง ที่นางสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอันคุ้นเคยและยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่างอันอ่อนแอนี้... จิตวิญญาณของราชันย์เซียนผู้เคยเคียงบ่าเคียงไหล่นางเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ทว่า ก่อนที่ทั้งสองจะได้เอื้อMวาจาใดเพิ่มเติม เสียงระฆังเตือนภัยจากยอดเขาหลักก็ดังสนั่นหวั่นไหว!
*ก๊องงงงงงงงง—!*
คลื่นเสียงปราณสะท้อนก้องไปทั่วทั้งสำนัก พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลจากยอดฝีมือระดับก่อตั้งแก่นแท้ที่กำลังพุ่งตรงมายังหอตำราลับด้วยความเร็วสูง!
ไป๋อวี้เซียนสะดุ้งสุดตัว นางรีบสะบัดมือหลุดจากการจับกุม สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที "แย่แล้ว... ผู้อวี้หลางนำผู้อาวุโสมาตรวจสอบหอตำรา!"
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงมองออกไปนอกหน้าต่างบานแคบ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้งโดยไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากระซิบข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน
"ดูท่า... มีคนไม่อยากให้เราได้รำลึกความหลังกันเสียแล้วกระมังครับ... ศิษย์พี่"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด•ตอนที่ 5
สายตาของนางเซียน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!