กลิ่นอายอับชื้นของห้องเก็บฟืนเก่าๆ ในสำนักกระบี่เมฆาคล้อยมิได้สร้างความระคายเคืองต่อโสตประสาทของหลี่มู่เฉินแม้แต่น้อย ร่างโปร่งบางในชุดศิษย์สาย外 (นอก) สีเทาเก่าคร่ำคร่า นั่งขัดสมาธิอยู่บนฟางแห้งที่กรอบแกรบ ทุกย่างก้าวแห่งลมหายใจเข้าออกของเขาในยามนี้ สอดประสานกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกจากสรวงสวรรค์
ความทรงจำนับหมื่นปีจากห้วงมิติเซียนบรรพกาลไหลทะลักเข้าสู่สมองส่วนกลางดั่งเขื่อนแตก ทว่าสีหน้าของเขากลับราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงไร้ระลอก ดวงตาคู่นคมกริบปิดสนิท ปราณสีครามจางๆ เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากผิวเนื้อทีละน้อย หลอมรวมเอาความหนาแน่นของพลังฟ้าดินรอบกายให้บิดเบี้ยวเป็นวงคลื่น
"วิถีแห่งเต๋า... มิใช่การฝืนไขว่คว้า แต่คือการกลืนกินสวรรค์ไว้ในท่วงท่าเดียว"
เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากริมฝีปากที่แห้งผากของหลี่มู่เฉิน เขาไม่ได้กำลังใช้ "เคล็ดวิชาซดเมฆา" อันดับหนึ่งของสำนักที่ศิษย์ทั่วไปต้องฝึกฝนอย่างยากลำบาก หากแต่เขากำลังโคจร **"คัมภีร์สุริยันจันทรากลืนฟ้า"** เคล็ดวิชาต้องห้ามระดับบรรพกาลที่แม้แต่เงาของมันก็ยังไม่เคยปรากฏในดินแดนหลงหยวนแห่งนี้
*ฮูม!*
มวลอากาศภายในรัศมีสาม丈 (ประมาณ 10 เมตร) รอบตัวเขาพลันยุบตัวลงอย่างกะทันหัน แรงกดดันมหาศาลผลักดันให้ฝุ่นผงและเศษฟางลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ราวกับแรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้ถูกบิดเบือนด้วยพลังจิตอันไร้ขอบเขต หลี่มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกเพียงครั้งเดียว ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับน่าตื่นตะลึงยิ่ง ปราณวิญญาณบริสุทธิ์จากฟ้าดินพากันไหลทะลักผ่านรอยแตกของผนังห้องไม้เข้ามาราวกับกระแสน้ำป่าสีขาวโพลน พุ่งตรงเข้าสู่จุดตันتي (ตันเถียน) บริเวณหน้าท้องของเขาอย่างบ้าคลั่ง
นี่คือความน่ากลัวของผู้ที่เคยเหยียบย่างสู่จุดสูงสุดของแดนเซียน การทะลวงขอบเขตในสายตาของผู้อื่นคือการสะสมทีละน้อย แต่สำหรับหลี่มู่เฉิน มันคือการ "ทวงคืน" สิ่งที่เคยเป็นของเขา
ในขณะที่พลังกำลังพุ่งพล่านถึงขีดสุด ประตูไม้ผุพังก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงกระแทกอันรุนแรง
"หลี่มู่เฉิน! เจ้าสุนัขรับใช้ เหตุใดจึงยังไม่ออกไปกวาดลานฝึกวิชาขั้นสาม!"
เสียงแหลมสูงตวาดก้องพร้อมกับเงาร่างของ "จ้าวเฟยหลง" ศิษย์พี่สายในผู้ดูแลเขตที่พักอาศัยก้าวเข้ามา ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความเหยียดหยาม มือหนาถือกระบองเหล็กยันพื้นไว้แน่น ทว่าเมื่อมันก้าวเข้ามาในรัศมีสามจั้งของหลี่มู่เฉิน ฝ่าเท้าของมันกลับต้องชะงักกึก สีหน้าแปรเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด
แรงกดดันอะไรกันนี่?
จ้าวเฟยหลงรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่า กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบราวกับจะแหลกสลาย ปราณวิญญาณรอบตัวมันถูกดูดกลืนหายไปในพริบตา ใบหน้าของมันซีดเผือดจนไร้สีเลือด นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อมองเห็นร่างของหลี่มู่เฉินที่นั่งนิ่งสนิท ทว่ารอบกายกลับมีอสนีบาตสีครามเส้นเล็กๆ วิ่งพล่านตัดผ่านอากาศจนเกิดเสียงเปรี๊ยะปร๊ะ
"เจ้า... เจ้าทำอะไร..." จ้าวเฟยหลงเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ คุกเข่าลงข้างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
หลี่มู่เฉินยังคงหลับตา นิ่งสงบดุจรูปปั้นหินหยก เขายังไม่แม้แต่จะชายตามองผู้มาเยือน ปราณในกายยังคงโคจรผ่านจุดชีพจรสำคัญสิบสองสายอย่างราบรื่น ทว่าเสียงกระซิบอันเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรกก็ดังลอดออกมาจากริมฝีปากของเขา
"รบกวนเวลาบำเพ็ญของข้า... เจ้าอยากตายที่นี่ หรืออยากพิการไปตลอดชีวิต?"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ทว่ากลับเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์ที่ทำให้เลือดในกายของจ้าวเฟยหลงเย็นเฉียบถึงกระดูกดำ มันอ้าปากค้าง พยายามจะเปล่งเสียงร้องขอชีวิต ทว่าแรงกดดันมหาศาลกลับบีบอัดลำคอจนไร้ซึ่งเสียงเล็ดลอด
ในวินาทีที่จ้าวเฟยหลงคิดว่าตนเองกำลังจะแหลกสลายกลายเป็นจุล ประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกสะบัดเปิดออกอีกครั้งด้วยพลังปราณอันเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์
สายลมหนาวยะเยือกพัดพาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายเข้ามาในห้องท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นอายกระบี่อันคมกริบแต่บริสุทธิ์ดุจธารน้ำแข็งสะท้อนเงาของสตรีผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
เส้นผมสีดำสนิทดุจรัตติกาลปรกลงมาคลอเคลียลาดไหล่บาง ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลี่มู่เฉินที่กำลังเรืองแสงสีครามจางๆ
"ไป๋... ศิษย์พี่ใหญ่ไป๋อวี้เซียน!" จ้าวเฟยหลงที่คุกเข่าอยู่ร้องครางออกมาด้วยความดีใจราวกับเจอสวรรค์โปรด มันรีบคลานเข้าไปหาชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของนาง "ช่วยข้าด้วย! ศิษย์น้องหลี่ผู้นี้ฝึกวิชาปีศาจ มันต้องการสังหารข้า!"
ไป๋อวี้เซียนก้มมองศิษย์สายในผู้นั้นด้วยแววตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นางไม่ได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดกับจ้าวเฟยหลงแม้แต่ครึ่งคำ นิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวขยับเพียงเล็กน้อย กระบี่โบราณฝักสีขาวมุกที่สะพายอยู่ด้านหลังก็ส่งเสียง "กริ๊ง" คล้ายรับรู้ถึงจิตใจของผู้เป็นนาย
*ฉับพลันนั้นเอง!*
กระบี่เล่มงามพุ่งออกจากฝักด้วยความเร็วเหนือแสง ปักลงที่พื้นเบื้องหน้าของจ้าวเฟยหลงห่างจากปลายจมูกของมันเพียงมิลลิเมตรเดียว พลังกระบี่อันเยือกเย็นเฉียบขาดแผ่ซ่านจนพื้นไม้กลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา จ้าวเฟยหลงหยุดหายใจ ตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขีดสุด
ไป๋อวี้เซียนก้าวข้ามร่างของจ้าวเฟยหลงที่หมอบกราบอยู่ เดินตรงเข้าไปหาหลี่มู่เฉินที่ยังคงนั่งหลับตาบำเพ็ญเพียร นางย่อกายลงช้าๆ ปลาย นิ้วเรียวสัมผัสเบาๆ ที่ข้อแขนของชายหนุ่มเพื่อตรวจสอบพลังปราณที่กำลังปั่นป่วนรอบตัวเขา
สัมผัสจากปลายนิ้วนั้นเย็นเยียบ ทว่าสำหรับหลี่มู่เฉิน มันกลับอบอุ่นเสียยิ่งกว่าเปลวเพลิงในฤดูหนาว
หลี่มู่เฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสสีครามเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าอันงดงามที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจของทั้งสองประสานกันชั่วขณะ
"เจ้ายังกล้าหาญเช่นเดิม..." เสียงหวานใสราวกับระฆังเงินเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างหูเขา แววตาเยือกเย็นที่เคยใช้มองคนทั้งโลกกลับสั่นไหวเล็กน้อยยามจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเขา "ข้ามมิติเวลามานับพันปี... เพื่อมาสร้างความวุ่นวายให้สำนักกระบี่เมฆาแห่งนี้งั้นหรือ? หลี่มู่เฉิน... หรือข้าควรเรียกว่า 'ราชันย์เซียน' ดีล่ะ?"
คำพูดนั้นทำให้จ้าวเฟยหลงที่หมอบอยู่เบื้องหลังถึงกับสมองขาวโพลน มันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ศิษย์พี่หญิงผู้เยือกเย็นและไร้ความรู้สึกผู้เลื่องชื่อ กำลังพูดจาเช่นนี้กับศิษย์สายเศษสวะอย่างหลี่มู่เฉินเนี่ยนะ?
หลี่มู่เฉินมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตนแบบเดียวกับในอดีตชาติ เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นแตะลงบนแก้มเนียนนุ่มของสตรีผู้เป็นถึงเซียนกระบี่เหมันต์อย่างอาจหาญ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของคนทั้งสอง
"ต่อให้ข้าต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอีกสักรอบ... ขอเพียงมีเจ้าอยู่เคียงข้าง การเป็นศิษย์สายต้อยต่ำเช่นนี้ ก็นับว่าน่าสนุกไม่น้อย..."
*เปรี้ยง!*
สิ้นเสียงคำพูดของหลี่มู่เฉิน ท้องฟ้าภายนอกห้องเก็บฟืนที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆทมิฬหนาทึบในพริบตา เสียงอสนีบาตคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขาหลักของสำนักกระบี่เมฆา แรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์ระดับผู้บรรลุขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มพุ่งตรงลงมาจากเบื้องบน ราวกับฟ้าดินกำลังรับรู้ถึงการตื่นขึ้นของตัวตนที่ไม่อาจยอมรับได้!
ไป๋อวี้เซียนเปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย นางคว้าด้ามกระบี่เหมันต์ขึ้นมาถือไว้มั่น หันไปมองหน้าต่างที่แตกละเอียดจากแรงระเบิดของพลังปราณภายนอก ก่อนจะหันกลับมาสบตาหลี่มู่เฉินด้วยแววเด็ดเดี่ยว
"ดูท่า... มีคนไม่อยากให้ท่านได้ใช้ชีวิตสงบสุขเสียแล้ว... ศิษย์พี่"
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพมาด้วยกันในตอนที่ 2 นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชาลึกลับที่ไม่มีใครรู้จัก
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!