กลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งอวลอยู่ในโพรงจมูก... มันไม่ใช่กลิ่นหอมของโอสถทิพย์ในแดนเซียนที่เขาคุ้นเคยมานานนับพันปี
"ไอ้สวะหลี่มู่เฉิน... วันนี้ถือว่าเจ้าฟาดเคราะห์ ยังกล้าไปฟ้องผู้อาวุโสอีกหรือ? จำไว้ว่าที่นี่ 'สำนักเมฆาอัคคี' กฎมีไว้สำหรับศิษย์สายหลัก ส่วนสวะก้นแถวเช่นเจ้า มีค่าไม่ต่างจากสุนัขรับใช้!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยเหี้ยมเกรียมดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท พร้อมกับแรงถีบหนักหน่วงที่ซี่โครงซ้าย เสียงกระดูกลั่นกรอบส่งความเจ็บปวดร้าวราญแล่นพล่านไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดระดับที่คนธรรมดาคงสลบไปนานแล้ว แต่สำหรับ "หลี่มู่เฉิน" ผู้ซึ่งดวงจิตเคยเป็นถึงราชันย์เซียนผู้สะท้านฟ้าดิน ความเจ็บปวดทางกายนี้เป็นเพียงเศษธุลี
ทว่า... สิ่งที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นบนหน้าผากปรากฏชัด คือ "ความอ่อนแอ" ของร่างนี้
*เหลวไหลสิ้นดี ปราณแท้ในตัน티อุดตันจนแทบไม่เหลือทางเดิน เส้นชีพจรลมปราณถูกทำลายไปเจ็ดส่วน วิญญาณดวงนี้ช่างเปราะบางเสียยิ่งกว่ากระดาษสา...*
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นไม่ได้ฉายแววตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนธยาที่กักเก็บมหากาพย์แห่งกาลเวลาเอาไว้ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบกายอย่างรวดเร็ว—นี่คือห้องพักศิษย์สาย外 (นอก) ที่คับแคบและอับชื้น ผนังไม้ผุพัง หยากไย่เกาะตามมุมห้อง และคราบเลือดแห้งกรังบนพื้น
เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างของชายหนุ่มสามคนในชุดศิษย์สำนักเมฆาอัคคีสีเพลิง ใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวด้วยความสะใจ เงื้อมือเตรียมจะระวดฝ่ามือซัดลงมาซ้ำเติมอีกครา
"เฮอะ ยังไม่ตายหรอกรึ สายตานั่นมันอะไรกันวะ? อยากลองดีกับศิษย์พี่ใหญ่อีกรอบหรือไง!" เจ้าของรองเท้าที่เพิ่งประทับรอยช้ำบนอกของเขาคำรามลั่น ง้างหมัดที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงอ่อนๆ เตรียมกระแทกเข้าที่ใบหน้าของหลี่มู่เฉิน
ในอดีตชาติ หลี่มู่เฉินคือนักพรตผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน บรรลุวิถีเซียนไร้ลักษณ์ แม้แต่มหาเทพยังต้องก้มหัวให้ครึ่งส่วน ไฉนเลยจะต้องมาตกต่ำให้มดปลวกสามตัวรังแกถึงเพียงนี้?
ทว่า สัจธรรมแห่งวิถีเซียนสอนไว้—*ฟ้าดินไม่เคยปราณีผู้ใด ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์*
หลี่มู่เฉินไม่เอ่ยคำใด เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเหี้ยมเกรียมและเย็นชาจนทำให้ศิษย์ผู้ลงมือชะงักไปชั่วขณะโดยไม่รู้ตัว ความกดดันที่ไร้รูปปรากฏขึ้นรอบกาย ชั่วพริบตานั้น อุณหภูมิภายในห้องคับแคบราวกับลดฮวบลงจนติดลบ ลมหายใจของพวกมันพลันติดขัด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบลำคอเอาไว้
"เจ้า... แกทำอะไรวะ?" ศิษย์คนดังกล่าวหน้าถอดสี ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ความรู้สึกหวาดกลัวที่ผุดขึ้นจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณทำให้พวกมันสั่นสะท้าน
"รังแกคนไร้ทางสู้ สนุกมากสินะ..."
น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินแหบพร่า ทว่ากังวานลึกและทรงพลังอย่างประหลาด มันไม่ใช่เสียงของเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีที่เพิ่งถูกซ้อมปางตาย แต่มันคือเสียงของพญาอินทรีที่มองลงมาจากยอดเขาเก้าชั้นฟ้า
หลี่มู่เฉินใช้มือข้างหนึ่งยันพื้น พยุงร่างที่สะบักสะบอมลุกขึ้นยืน แม้ขาจะสั่นเทาเล็กน้อยจากพิษบาดแผล แต่กระดูกสันหลังของเขากลับตั้งตรงราวกับกระบี่วิเศษที่ปักค้ำฟ้า ปราณฟ้าดินรอบบริเวณเริ่มหมุนวนเข้ามาหาตัวเขาอย่างผิดธรรมชาติ เกิดเป็นกระแสลมกรรโชกขนาดย่อมภายในห้องอับๆ นั้น
ดวงตาของเขาสะท้อนประกายแสงสีทองจางๆ—นี่คือเคล็ดวิชา "กลืนกินฟ้าดินพลิกสวรรค์" ที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำแห่งราชันย์เซียน!
"พวกเจ้า... จำชื่อนี้ไว้ให้ดี"
หลี่มู่เฉินก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้จะเป็นเพียงก้าวเดียว แต่มันกลับสร้างแรงกระแทกทางจิตวิญญาณจนศิษย์ทั้งสามทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นโดยไม่ต้องลงมือด้วยซ้ำ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของพวกมัน ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
นี่มันวิชาอันใดกัน? ปราณกดดันระดับนี้ แม้แต่ผู้อำนวยการฝึกยุทธ์ก็ยังทำไม่ได้!
ก่อนที่ความโกลาหลในใจของพวกมันจะคลี่คลาย ทันใดนั้น... บรรยากาศภายนอกเรือนพักก็พลันเงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยกรีดกรายกลับเงียบเสียงลงราวกับถูกมนต์สะกด
คลื่นพลังกระบี่อันเยือกเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ มันไม่ใช่ไอสังหารที่รุนแรง แต่เป็นความหนาวเหน็บที่สามารถแช่แข็งวิญญาณได้ถึงกระดูกดำ
อักขระเวทสีครามปรากฏขึ้นบนพื้นไม้ทีละตัว ราวกับมีเซียนกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่กำลังวาดลวดลายอักษรบนผืนฟ้า แรงกดดันระดับ "ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณ" แผ่ซ่านกดทับลงมาจากยอดเขาหลัก จนหลังคาเรือนพักเกือบปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ศิษย์ทั้งสามคนเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด พวกมันจำกลิ่นอายนี้ได้ทันที และรีบโขกหัวลงกับพื้นจนหน้าผากบวมปูดด้วยความตื่นตระหนก
"ศ... ศิษย์พี่ใหญ่ไป๋!"
ที่หน้าประตูเรือนพัก ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเหมันต์ปรากฏขึ้นราวกับเทพธิดาก้าวเดินลงมาจากแดนสรวง นางถือกระบี่ฝักสีเงินบริสุทธิ์ไว้ในมือข้างหนึ่ง เส้นผมสีดำสนิทดุจหมึกจีนทิ้งตัวยาวถึงสะโพก ใบหน้ารูปไข่นั้นงดงามล่มเมืองทว่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เย็นชา ดุดัน และสง่างามราวกับน้ำแข็งพันปีที่ไม่เคยละลาย
ไป๋อวี้เซียน... เซียนกระบี่เหมันต์ผู้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักเมฆาอัคคี และเป็นผู้ที่ใครๆ ต่างเกรงกลัว
นางกวาดสายตาคมปลาบดั่งคมกระบี่มองสภาพภายในห้อง ก่อนที่สายตานั้นจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลี่มู่เฉินที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง
ดวงตาคู่นั้นไหววับชั่วพริบตา ความเย็นชาในแววตาก่อนหน้าคล้ายจะละลายหายไปกลายเป็นความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง ทว่านางกลับไม่เอ่ยอันใด เพียงแค่ขยับนิ้วเรียวงาม แตะลงที่ด้ามกระบี่ข้างกาย...
*กริ๊ง...*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงครึ่งส่วน ประกายแสงสีเงินทอประกายบาดตาจนศิษย์ทั้งสามกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากการถูกไอคมกระบี่บาดแทรกเข้าสู่ร่าง
ไป๋อวี้เซียนเหลือบมองศิษย์ทั้งสามด้วยหางตา น้ำเสียงราบเรียบดุจน้ำแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน
"กล้าดีอย่างไร... ถึงมารังแกคนของข้า?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไป1บทแรกด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนชีพในร่างสวะ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!