กลิ่นอายโลหิตและไอพิษสีม่วงเข้มคละคลุ้งจนแสบทรวงอก ทว่าหลี่มู่เฉินกลับมิได้ใส่ใจความตายที่รายล้อมอยู่รอบกายแม้แต่น้อย เบื้องหน้าของเขามีเพียงประตูหินผาโบราณสลักลวดลายสัตว์อสูรเก้าหัวที่ถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์ ซึ่งบัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างต้องการจะแหวกทะลวงออกมา
"รังสีปราณเซียนที่รั่วไหลออกมาจากรอยแยกนี้... เข้มข้นยิ่งกว่าสระชำระวิญญาณในแดนบูรพาเสียอีก"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความราบเรียบ แต่แววตาของหลี่มู่เฉินกลับทอประกายคมปลาบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก เขากวาดตามองรอยแยกของประตูหินที่เปิดกว้างพอให้คนลอดผ่านได้เพียงผู้เดียว ที่นี่คือ "หุบเขาอสูรทมิฬ" เขตหวงห้ามอันดับหนึ่งของสำนักที่แม้แต่ผูอาวุโสสูงสุดยังไม่กล้ากطายกรายเข้ามาง่ายๆ เนื่องจากไออสูรสามารถกัดกินเส้นชีพจรปราณจนแหลกสลายได้ภายในชั่วพริบตา
ทว่า สำหรับวิญญาณราชันย์เซียนผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนเช่นเขา ไอพิษเหล่านี้กลับเป็นเพียงสายลมอันเย็นเยียบที่พัดผ่านผิวหนังเท่านั้น
"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่... มู่เฉิน"
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยแทรกขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ไป๋อวี้เซียนก้าวออกมาจากเงาไม้ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับกระบี่เซียนในมือที่ยังคงมีหยดเลือดของสัตว์อสูรระดับเจ็ดหยดลงสู่พื้นดิน นางจ้องมองแผ่นหลังของศิษย์น้องหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนตัดพ้อ "เขตหวงห้ามนี้มีค่ายกลสังหารโบราณซ่อนอยู่ แม้แต่ข้าก็ยังรับประกันความปลอดภัยไม่ได้ เหตุใดเจ้าจึงดึงดันจะเข้ามาค้นหาบางสิ่งที่แม้แต่ตำนานยังไม่กล้าบันทึก"
หลี่มู่เฉินค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคู่นั้นลุ่มลึกราวกับห้วงมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง เขาย่างสามขุมเข้าไปหาหญิงสาวอย่างช้าๆ จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจ
"ศิษย์พี่หญิง... ท่านคิดว่าข้าเป็นคนบุ่มบ่ามหรือไร" หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นที่ไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้ "ในอดีตชาติ... ข้าสูญเสียทุกสิ่งไปเพราะความอ่อนแอ ในชาตินี้ หากข้ายังคงก้าวเดินตามวิถีที่สำนักกำหนดให้ ข้าก็เป็นได้เพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่รอวันถูกทำลาย สมบัติเซียนโบราณที่อยู่เบื้องหลังประตูนี้ คือกุญแจดอกเดียวที่จะทำให้ข้าก้าวข้ามขีดจำกัด และ... ปกป้องท่านได้"
คำว่า 'ปกป้องท่าน' ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ไป๋อวี้เซียนชะงักงัน หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามานานนับร้อยปีสั่นไหวอย่างรุนแรง นางเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว หลบสายตาคู่นคมกริบนั้นด้วยความรู้สึกที่ตีรวนกันอยู่ในอก นางรู้อยู่แก่ใจว่าตัวตนที่แท้จริงของหลี่มู่เฉินไม่ใช่ศิษย์สายในธรรมดา แต่เป็นราชันย์เซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่กลับชาติมาเกิด แล้วไฉน... คนผู้ Nี้จึงยังคงมอบความห่วงใยที่หนักอึ้งและอ่อนโยนเช่นนี้ให้นางอยู่เรื่อยมา
"ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเอาชีวิตมาทิ้ง..." เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนที่ไป๋อวี้เซียนจะกัดฟันแน่นแล้วก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเขา "หากเจ้าดึงดันจะไปต่อ ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้ เปิดทางให้เจ้าเอง"
หลี่มู่เฉินจ้องมองใบหน้าที่งดงามดุจภาพวาดของนาง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและเต็มไปด้วยความอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดมิดและน่าสะพรึงกลัวของหุบเขาอสูร
"เช่นนั้น... เราไปพร้อมกัน"
เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้ ไป๋อวี้เซียนสะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ ทว่านางก็ไม่ได้สะบัดออก ปล่อยให้ฝ่ามือที่อุ่นซ่านของชายหนุ่มถ่ายทอดความมั่น and พลังปราณอันลึกล้ำเข้ามาสู่ร่างของตน
ทั้งสองก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านประตูหินโบราณเข้าสู่เบื้องลึก ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู แสงสว่างจ้าอันเจิดจ้าบาดตาจนต้องหรี่ตาลงก็สาดส่องเข้าใส่ ทัศนียภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ถ้ำอันมืดมิดดังที่คาดคิด หากแต่เป็นมหาวิหารลอยฟ้าที่สร้างขึ้นจากหยกศิลาโบราณนับล้านชิ้น ตรงใจกลางมหาวิหาร มีแท่นบูชาโปร่งแสงลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ และบนแท่นบูชานั้น... มีกระบี่เล่มหนึ่งปักอยู่
กระบี่เล่มนั้นไร้ซึ่งฝัก ไร้ซึ่งประกายแสงเจิดจ้า ทว่ากลับแผ่ซ่าน "ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์" ที่กดทับมิติรอบด้านจนเกิดเป็นรอยร้าวสีดำขนาดยักษ์ ราวกับว่าฟ้าดินก็ไม่คู่ควรที่จะรองรับการมีอยู่ของมัน!
"นั่นมัน..." ไป๋อวี้เซียนอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ปราณกระบี่เพียงสายเดียวที่แผ่ออกมาจากกระบี่โบราณเล่มนั้น ก็มากพอที่จะทำให้กระบี่เซียนในมือของนางสั่นสะท้อนและส่งเสียงร้องคำรามด้วยความหวาดกลัว
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะวิญญาณราชันย์เซียนภายในร่างกำลังตื่นตัวอย่างบ้าคลั่ง
"กระบี่บรรพกาลกลืนนภา... มันยังไม่ตาย มันกำลังเลือกนาย" หลี่มู่เฉินพึมพำเบาๆ ขณะก้าวเท้าเข้าหาแท่นบูชาทีละก้าว ปราณยุทธ์ในร่างหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ทว่าทันทีที่เท้าของเขาเหยียบลงบนเขตแดนรอบแท่นบูชา อักขระสีทองนับหมื่นตัวก็สว่างวาบขึ้นบนพื้นดิน ก่อตัวเป็นค่ายกลสังหารเทพเซียนที่พุ่งเข้าจู่โจมร่างของเขาทันที!
"มู่เฉิน ระวัง!" ไป๋อวี้เซียนหวีดร้องสุดเสียง นางพุ่งทะยานเข้ามาหมายจะใช้ร่างของตนรับกระบี่ปราณที่พุ่งตรงมา
"ถอยไป ศิษย์พี่!"
หลี่มู่เฉินสะบัดมือซ้ายผลักนางออกไปนอกเขตอาคม ร่างของเขาถูกคมปราณนับพันสายกรีดแทงจนอาภรณ์ขาดวิ่น หยดโลหิตสีแดงฉานพรั่งพรูออกมาจากบาดแผล ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความทะนงตนอย่างไร้ขีดจำกัด เขากัดฟันกรอด แผดเสียงคำรามก้องฟ้า ปลดปล่อยขอบเขตพลังที่แท้จริงของราชันย์เซียนออกมาจนแผ่นดินสั่นสะเทือน เลือดในกายเดือดพล่านราวกับลาวาภูเขาไฟ ขณะที่มือขวายื่นออกไปหมายจะคว้าด้ามกระบี่โบราณเล่มนั้นให้ได้
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับด้ามกระบี่ ห้วงมิติเบื้องบนก็พลันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เสียงคำรามอันกึกก้องที่ไม่ได้มาจากมนุษย์และไม่ใช่เสียงของสัตว์อสูรดังสะท้อนมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้ลมหายใจของสรรพสิ่งต้องหยุดชะงัก
*ครืนนนนน—!*
เงาร่างมหึมาของบุคคลผู้หนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางรอยแยกมิติ ดวงตาสีทองคู่นั้นกวาดมองลงมายังหลี่มู่เฉินราวกับมองมดปลวก พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขาอสูร
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างหาญกล้ายิ่งนัก เจ้าหนู เจ้าคิดหรือว่าสมบัติชิ้นนี้ จะเป็นของคนที่ฝืนชะตาฟ้าเช่นเจ้า?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพมาด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด•ตอนที่ 7
ความลับใต้หุบเขาอสูร
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!