ปลายนิ้วที่แตะอยู่บนไหล่นั้นไม่ได้หายไปไหน มันกดน้ำหนักลงหนักหน่วงราวกับตรึงร่างรินรดาไว้กับความมืดมิดเบื้องหน้า กลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าโชยปะทะนาสิก ทั้งๆ ที่หน้าต่างห้องสมุดปิดสนิท ไม่มีลมสักระแอกพัดผ่านเข้ามาเลยสักนิด
"ถ้าคุณยังหันกลับมามองตอนนี้..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอทำให้ขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง "...คุณจะได้เห็นสิ่งที่ไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต"
รินรดากลืนน้ำเหนียวลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความกลัวระลอกใหญ่ตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ แต่สัญชาตญาณบางอย่างกลับกระซิบแย้งว่า หากเธอวิ่งหนีตอนนี้ ความลับที่เธอไขว่คว้ามาตลอดห้าปีจะหลุดลอยหายไปตลอดกาล
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมเศษเสี้ยวความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วพร้อมกับคว้าข้อมือปริศนานั้นไว้แน่น!
สัมผัสที่ปะทะฝ่ามือไม่ใช่ความเย็นเยียบของวิญญาณอย่างที่จินตนาการ หากแต่อุ่นร้อนและมีชีพจรเต้นตุบ...
ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อพบว่าเงาร่างที่ยืนประชิดตัวเธอในความสลัวของกองเอกสารหาใช่ใครอื่น ธันวา—ชายหนุ่มผู้กุมกุญแจทุกดอกของคฤหาสน์หลังนี้ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงบนโต๊ะทำงานเป็นประกายระยิบระยับ แฝงแววตำหนิเจือความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ไม่มิด
"คุณเล่นบ้าอะไรเนี่ย!" รินรดาผละถอยหลังด้วยความตกใจ อกกระเพื่อมไหวรุนแรง มือขาวยกขึ้นกุมหน้าอกเพื่อตั้งสติ "คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ให้ซุ่มให้เสียง!"
"ผมเคาะประตูแล้ว สามครั้ง" ธันวาตอบเสียงเรียบ สีหน้าไร้ความรู้สึก ทว่าสายตาคมปลาบกวาดมองไปที่สมุดบันทึกปกหนังสีเลือดหมูที่เปิดค้างอยู่บนโต๊ะไม้สัก "แต่คุณดูเหมือนจะจมดิ่งอยู่กับโลกอีกใบ จนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย... รวมถึงเสียงฝีเท้าของผมด้วย"
รินรดากัดริมฝีปากล่างจนห่อเลือด เธอไม่อยากยอมรับว่าความหวาดกลัวเมื่อครู่เกือบทำให้เธอสติหลุด ธันวาเองก็คงรู้ดีว่าเขาจงใจแกล้งหยอกเธอด้วยวิธีจิตวิทยาแบบนี้เพื่อทดสอบความนิ่ง
"คุณเข้ามาทำไมดึกดื่นขนาดนี้" เธอเปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงพยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเพื่อปกปิดความสั่นเครือ
"ผมควรเป็นคนถามคุณมากกว่า" ธันวาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาทำให้อากาศรอบตัวรินรดารู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาด "ตีสองแล้ว รินรดา คุณยังนั่งขุดคุ้ยอดีตที่มันฝังกลบไปแล้วทำไม? บันทึกเล่มนั้น... มันมีค่าอะไรกับคุณนักหนา"
"มันมีค่าพอๆ กับคำตอบที่ฉันตามหามาตลอดห้าปี" เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ไม่หลบตา "คำตอบที่พวกคุณทุกคนในตระกูลนี้พยายามปกปิด ซ่อนเร้น และทำเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น"
ธันวาเงียบไป อึดใจนั้นแววตาของเขาไหววับราวกับผิวน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป ร่องรอยความเจ็บปวดบางอย่างพาดผ่านใบหน้าคมคายก่อนจะถูกแทนที่ด้วยหน้ากากความเย็นชาตามเคย ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ยอมรับความดื้อรั้นในตัวหญิงสาวโดยปริยาย
"ถ้าคุณอยากรู้นัก..." เขายื่นมือหนาไปแตะที่มุมกระดาษหน้าที่เปิดค้างอยู่ "ก็อ่านสิ อ่านดูว่าในคืนก่อนเกิดอุบัติเหตุ เกิดอะไรขึ้นบนห้องใต้หลังคานั่นกันแน่"
รินรดากลืนน้ำลายอีกครั้ง เธอก้มลงมองตัวหนังสือลายมือหวัดแต่ทรงพลัง บันทึกหน้าดังกล่าวถูกเขียนขึ้นด้วยหมึกสีดำสนิท ราวกับผู้เขียนรีบเร่งบันทึกมันลงไปก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
*‘วันที่ 14 พฤศจิกายน... ฝนตกหนักจนเสียงฟ้าคำรามกลบเสียงทุกอย่างในบ้านหลังนี้ พ่อไม่อยู่ แม่ขังตัวเองอยู่ในห้องนอนชั้นล่าง ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนเวียนอยู่บนเพดานห้องสมุด ทั้งๆ ที่บ้านหลังนี้มีแค่เราสามคน...’*
สายตารินรดากวาดอ่านบรรทัดต่อไปอย่างรวดเร็ว หัวใจเริ่มเต้นรัวระรัวเมื่อเนื้อหาในหน้ากระดาษเริ่มพาเธอดำดิ่งกลับไปสู่คืนอันเลวร้ายนั้น
*‘ฉันแอบขึ้นมาดูที่ห้องใต้หลังคา ประตูไม่ได้ล็อก... มันถูกแง้มไว้เพียงนิดเดียว แสงไฟจากเทียนไขกะพริบไหว และที่ตรงนั้น ฉันเห็นเขากำลังยืนอยู่หน้าหน้าต่าง หันหลังให้ฉัน มือข้างหนึ่งถือสมุดบัญชีเล่มสีน้ำเงินที่พ่อเก็บไว้เป็นความลับ... เขากำลังฉีกมันออกทีละหน้า แล้วโยนมันลงไปในกองไฟที่ก่อไว้ในเตาผิง’*
รินรดาขมวดคิ้วแน่น ลายมือในบรรทัดถัดไปเริ่มสั่นไหว ราวกับมือของผู้เขียนกำลังหวาดกลัวสุดขีดจนควบคุมปากกาไม่ได้
*‘ฉันพยายามจะถอยหนี แต่เท้าของฉันดันเหยียบถูกเศษไม้ผุๆ เกิดเสียงดังลั่น... เขากลับตัวมาทันที ดวงตานั้น... ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังคู่นั้น ฉันไม่มีวันลืมมันได้เลย มันคือดวงตาของ...’*
พรึบ!
จู่ๆ เปลวไฟจากตะเกียงบนโต๊ะก็วูบดับลงอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดกลืนกินห้องสมุดทั้งห้องในเสี้ยววินาที กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมเย็นประหลาดที่รินรดาจำได้แม่นยำ—กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่โชยมาในคืนวันเกิดอุบัติเหตุ
"ธันวา..." รินรดาเอ่ยเรียกเสียงสั่น มือควานหาแขนของชายหนุ่มในความมืด "ธันวา คุณอยู่ไหน?"
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันที่น่ากลัวเข้าปกคลุม ทุกอณูอากาศรอบตัวเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน ราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงนับสิบองศา
ทว่า... ในความมืดสนิทนั้น เสียงกระซิบแหบพร่าที่ไม่ใช่เสียงของธันวา กลับดังขึ้นชิดริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบา
*"เธออ่านมันเจอแล้วสินะ... ความจริงที่ฉันพยายามฝังมันไว้กับกองเพลิง..."*
รินรดายืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อปลายนิ้วเย็นเฉียบคู่เดิม ไม่ได้แตะอยู่ที่ไหล่เธออีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังเลื่อนขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ที่แก้มขวาของเธอ... พร้อมกับเสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดอ๊าดมาจากด้านหลัง และแสงไฟฉายสว่างวาบที่ส่องตรงมายังร่างของเธอจากทางเข้าห้องสมุด!
"รินรดา! คุณทำอะไรตรงนั้น ออกมาห่างจากโต๊ะเดี๋ยวนี้!"
เสียงตะโกนอย่างตกใจสุดขีดของธันวาตะโกนก้องมาจากทางประตูห้องสมุด พร้อมกับเสียงวิ่งฝ่าความมืดตรงมาทางเธอ... แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าธันวาเพิ่งวิ่งเข้ามาจากประตู แล้วใครล่ะ... ที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังเธอในความมืดเมื่อครู่นี้?!
--------------------------------------------------
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับตัวละครครับ - ไวโอเล็ตการ์เด้น)*
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 5
ข้อความในหน้ากระดาษ
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!