เสียงฝ่าเท้าที่กระแทกกระทั้นเข้ามาในความมืดไม่ได้ทำให้หัวใจของรินรดาร่วงหล่นเท่ากับสัมผัสอุ่นร้อนที่เพิ่งจางหายไปจากลาดไหล่ของเธอเมื่อเสี้ยววินาทีก่อน
ความหนาแน่นของอากาศในห้องสมุดเก่าแก่หลังคฤหาสน์บูรพาเปลี่ยนรูปเป็นความเย็นยะเยือก กลิ่นอายของฝุ่น กระดาษเก่า และกลิ่นจาง ๆ ของสนิมเหล็กตีรวนขึ้นมาในจมูกจนเธออยากจะสำลัก รินรดายังคงยืนแข็งทื่ออยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้สักทอง สมุดบันทึกปกหนังสีเลือดหมูเล่มนั้นยังคงเปิดอ้าออก เผยให้เห็นลายมือหวัด ๆ ที่เธอเพิ่งกวาดสายตาอ่านผ่านไปเมื่อครู่—*“วันที่ 14 ตุลาคม: เขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ และผู้หญิงคนนั้น... กำลังจะตามล่าแก”*
"ริน! ถอยออกมาจากตรงนั้น เดี๋ยวนี้!"
เสียงตะโกนของธันวาขาดห้วงด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของชายหนุ่มที่ปกติมักจะเรียบนิ่งและซ่อนแววตารู้ทันไว้เสมอ บัดนี้กลับซีดเผือด นัยน์ตาคู่นั้นเบิกกว้าง ลมหายใจหอบกระชั้นจนหน้าอกไหวสะท้อน เขาพุ่งเข้ามาคว้าข้อแขนเรียวของเธอด้วยแรงทั้งหมดที่มี กระชากอย่างไม่เกรงใจจนร่างบางเซถลาเข้าปะทะกับแผงอกกว้างของเขา
รินรดาขัดขืนตามสัญชาตญาณ ข้อศอกของเธอสะดุดเข้ากับขอบโต๊ะจนเจ็บแปลบ แต่ความเจ็บทางกายนั้นเทียบไม่ได้กับความสับสนที่กำลังกัดกินสมอง
"ปล่อยนะ ธันวา! คุณเป็นบ้าอะไรของคุณอีก" เธอตวาดเสียงสั่น พยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมที่แน่นราวกับคีมเหล็ก "คุณเข้ามาทำไม แล้วเมื่อกี้... เมื่อกี้ใครยืนอยู่ข้างหลังฉัน?"
คำถามนั้นทำให้ธันวาชะงัก ร่างสูงที่กำลังจะดึงเธอก้าวถอยหลังหยุดกิ่งก้านสาขาลงทันที ดวงตาคมกริบของเขาไม่ได้มองที่หน้าเธอ แต่กวาดมองไปรอบห้องสมุดที่มืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านกระจกสีบานสูงสาดส่องลงมาเป็นลำแสงสีเงินยวง ทอดเงายาวน่ากลัวทาบทับชั้นหนังสือโบราณ
"ไม่มีใครทั้งนั้น... ในนี้มีแค่เธอและฉัน" เสียงของธันวาต่ำพร่า มันแห้งผากจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบ แต่สันกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่นฟ้องชัดว่าเขากำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างอย่างสุดซึ้ง
"โกหก!" รินรดาตบโต๊ะเสียงดังลั่นจนฝุ่นคละคลุ้ง "ฉันรู้สึกได้... ลมหายใจอุ่น ๆ นั่น ต้นคอฉันยังเย็นอยู่เลย ธันวา คุณรู้อะไรเกี่ยวกับสมุดเล่มนี้ ทำไมคุณต้องตามติดฉันแจ ทำไมคุณต้องห้ามไม่ให้ฉันอ่านมัน!"
เธอชี้มือสั่นเทาไปยังสมุดบันทึกที่เปิดค้างไว้ หน้ากระดาษสีเหลืองกรอบเกรียมขยับไหวเล็กน้อยราวกับมีลมพัดผ่าน ทั้งที่หน้าต่างทุกบานลงกลอนสนิท
ธันวาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เขาหลับตาลงชั่วขณะเพื่อควบคุมความสั่นเทาของร่างกาย ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาคู่นั้นเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเกรี้ยวกราดหรือความลับลมคมในอย่างที่เธอเคยเห็น แต่มันคือ... ความสิ้นหวัง
"รินรดา..." เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างน่าใจหาย มือใหญ่ที่เคยบีบข้อมือเธอเปลี่ยนมาเป็นประคองไหล่บางทั้งสองข้างไว้แทน แรงกดที่อ่อนโยนแต่มั่นคงทำให้เธอจำต้องสบตาเขา "เธอไม่เข้าใจหรอกว่าเธอกำลังเปิดประตูบานไหนอยู่ สมุดเล่มนั้น... มันไม่ใช่บันทึกความทรงจำ แต่มันคือคำสาป"
"คำสาปงั้นเหรอ?" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้าด้วยความอึดอัดที่สะสมมานานนับเดือน นับตั้งแต่พี่ชายของเธอจากไปอย่างไร้ร่องรอย "คุณคิดว่าฉันกลัวคำสาปหรือไงธันวา? ชีวิตฉันพังพินาศไปหมดแล้ว ตั้งแต่คืนวันที่พี่รวินทร์ตาย ฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว!"
"แต่เธอยังมีชีวิตอยู่!" ธันวาขึ้นเสียงสวนกลับทันควัน ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความโกรธปนความเจ็บปวด "และฉัน... ฉันยอมให้เธอตายไม่ได้ เข้าใจไหม!"
ประโยคนั้นทำเอาห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน รินรดานิ่งงัง หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรง เธอจ้องมองใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่คืบ แสงจันทร์ส่องกระทบสันจมูกและดวงตาที่สะท้อนภาพเธอไว้เพียงผู้เดียว ความใกล้ชิดนี้ทำให้กลิ่นกายเฉพาะตัวของเขา—กลิ่นฝนแรกและกระดาษเก่า—ลอยวนอยู่รอบตัวเธอ สร้างความปั่นป่วนที่เธอเกลียดชังเสียยิ่งกว่าความกลัว
"ทำไม..." รินรดาเค้นเสียงถาม แววตาดุดันอ่อนแสงลงเหลือเพียงความร้าวราน "คุณเป็นใครกันแน่ ธันวา... คุณเข้ามาในชีวิตฉันเพื่ออะไร ทำไมต้องปกป้องฉัน ทั้งที่บางครั้ง... ฉันรู้สึกว่าคุณเองก็ซ่อนความจริงที่น่ากลัวที่สุดเอาไว้เหมือนกัน"
ธันวากัดริมฝีปากแน่น เปลือกตาปิดลงครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความลับที่ต้องแบกรับไว้กับความปลอดภัยของผู้หญิงตรงหน้า เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยอะไรบางอย่าง—
*ตึ้ง!*
เสียงโลหะหนัก ๆ กระแทกกับพื้นไม้ชั้นบนดังสนั่นหวั่นไหว ทะลุผ่านเพดานห้องสมุดลงมา ตามด้วยเสียงลากยาวคล้ายกับมีเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ถูกขยับ
ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว ธันวาดึงรินรดาเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณ แขนแกร่งโอบรอบเอวบางไว้แน่น มืออีกข้างเลื่อนไปควักด้ามโลหะเย็นเฉียบที่ซ่อนไว้ในเสื้อสูทอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบกวาดมองเพดานเบื้องบนด้วยความระแวดระวังขั้นสุด
"บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน" ธันวาพกระซิบเสียงต่ำชิดใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนขนลุกซู่ "ไอ้สารเลวตระกูลศิรเวช... มันรู้แล้วว่าเราอยู่ที่นี่"
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความหวาดกลัวระลอกใหม่แล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบนโต๊ะทำงาน
สมุดบันทึกเล่มเดิม... หน้ากระดาษที่เปิดค้างอยู่เมื่อครู่ ถูกพลิกเปิดออกเองไปอีกหนึ่งหน้าอย่างไร้แรงปะทะ ทั้งที่ไม่มีลม ไม่มีใครแตะต้อง และไม่มีใครยืนอยู่ใกล้โต๊ะเลยแม้แต่คนเดียว!
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เอาชนะความกลัว รินรดากลั้นหายใจ เพ่งสายตาผ่านความมืดไปยังตัวหนังสือบรรทัดสุดท้ายที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษราวกับมีใครใช้หมึกสีแดงสดเขียนมันลงไปสดๆ ร้อนๆ
*“อย่าหันหลังกลับ... เพราะมันยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว”*
เย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง—
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันส่งเสียงกรีดร้องหรือขยับตัว ธันวาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เขาทิ้งปืนในมือ ผลักรินรดาหลบออกไปด้านข้างด้วยแรงทั้งหมด พร้อมกับที่เงาดำมหึมาพุ่งทะยานลงมาจากความมืดเบื้องบนราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด!
***
โปรดติดตามตอนต่อไปใน "รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง" ตอนที่ 7
จากใจนักเขียน:
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันในตอนหน้าครับ/ค่ะ — **ไวโอเล็ตการ์เด้น**
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 6
คำเตือนจากอดีต
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!