นิ้วเรียวของรินรดากดหยุดรอยพับยับย่นของกระดาษแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บนโต๊ะทำงานไม้สักเก่าคร่ำคร่าในห้องสมุดของธันวา กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นผงจาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ ทว่าสิ่งที่อบอวลยิ่งกว่าคือความจริงอันบิดเบี้ยวที่เพิ่งถูกเปิดเผยจากแฟ้มคดีอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งควรจะถูกปิดตายไปตั้งแต่หกเดือนก่อน
คำว่า "อุบัติเหตุ" บนหัวกระดาษรายงานของตำรวจ ช่างดูเยาะเย้ยความทรงจำของเธอเหลือเกิน
"คุณกำลังทำอะไรกับของส่วนตัวของผม"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นที่กรอบประตู ธันวายืนพิงกรอบไม้ด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างจงใจ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากไม่ได้ช่วยลดทอนความคมกริบในแววตาคู่นั้นลงเลยแม้แต่น้อย เขาสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนและรอยแผลเป็นจาง ๆ ที่รินรดาไม่เคยสังเกตมาก่อน
รินรดาไม่เงยหน้าขึ้นมอง เธอปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เป็นเกราะกำบัง ก่อนจะเลื่อนกระดาษแผ่นรองสุดท้ายให้พ้นจากเงาโคมไฟ
"ฉันแค่สงสัยว่า... ทำไมรอยเบรกในรายงานฉบับนี้ ถึงสสวนทางกับทิศทางที่รถพุ่งลงเหว" เสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยที่ปลายประโยค "คนรักของฉัน... เขาขับรถเส้นทางนี้มาสิบปี ไม่มีทางที่เขาจะหักพวงมาลัยไปทางขวาในโค้งหักศอกซ้าย เว้นเสียแต่ว่า..."
รินรดายกเปลือกตาขึ้นสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า นัยน์ตาสสีดำสนิทของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอแต่ไม่ยอมร่วงหล่น มันคือความเจ็บปวดที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอันยาวนาน
ธันวาผ่อนลมหายใจยาวนาน เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดังสะท้อนก้องในห้องที่เงียบสงัด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ของเขาโชว์เข้าจมูก
"บางที... ความจริงที่คุณพยายามไขว่คว้า อาจไม่ใช่สิ่งที่สวยงามอย่างที่คุณคิดหรอกนะ รินรดา" ธันวาโน้มตัวลงเล็กน้อย สายตาคู่นั้นกวาดมองใบหน้าซีดเผือดของเธออย่างพิจารณา "คุณอยากเปิดกล่องแพנדอร่าใบนั้นจริง ๆ หรือ?"
"ถ้ามันทำให้ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ทิ้งฉันไป... หรือไม่ได้ตายเพราะความสะินใจของตัวเอง ฉันก็ยอมแลก" น้ำเสียงของเธอเด็ดเดี่ยว แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนาน เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะแตะลงบนหลังมือที่กำกระดาษแน่นจนข้อต่องอขาว ทว่ารินรดากลับชักมือหนีราวกับถูกไฟลวก
การปฏิเสธนั้นทำให้แววตาของธันวาไหววูบไปชั่วขณะ ความรู้สึกผิดบางเบาฉายชัดขึ้นในดวงตาคมค่อนก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามเคย
"คุณกำลังปกป้องใคร ธันวา?" เธอถามย้ำ น้ำเสียงเฉียบคมขึ้น "หรือตระกูลของคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับคืนนั้น วันที่เขาตาย... คุณอยู่ที่ไหน?"
บรรยากาศในห้องดิ่งลึกลงสู่ความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แสงไฟสีส้มสาดส่องกระทบโครงหน้าด้านข้างของทั้งคู่ สร้างเงาทอดon the wall ยาวเหยียดราวกับปีศาจที่กำลังเต้นระำในความมืด ธันวาไม่ตอบ เขากลับหันหลังให้เธอ เดินไปที่ตู้กระจกใกล้มือ หยิบขวดแก้วบรรจุของเหลวสีอำพันรินใส่แก้วเงียบ ๆ
"คุณฉลาดเกินไป รินรดา... นั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับคนอย่างคุณในตอนนี้" เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะหมุนแก้วในมือโดยไม่หันกลับมามอง "มีบางสิ่งที่อำนาจของตระกูลคุณ หรือแม้แต่กฎหมายก็เอื้อมไม่ถึง ถ้าคุณยังดื้อดึงขุดคุ้ยต่อไป คนที่จะไม่ได้แค่เสียใจ... แต่อาจจะไม่เหลือแม้แต่ลมหายใจคือคุณเอง"
คำพูดนั้นไม่ใช่คำขู่ แต่มันคือคำเตือนจากคนที่ยืนอยู่ปากเหวแห่งความลับดำมืด รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง แต่ความแค้นและความคิดถึงที่มีต่อคนรักกลับทรงพลังยิ่งกว่า
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ตัวจะเล็กกว่าเขาแต่แววตาของเธอกลับไม่ยอมจำนน
"ฉันไม่กลัวความตายหรอกธันวา... เพราะตั้งแต่วันที่เขาจากไป วิญญาณของฉันก็ตายตามเขาไปนานแล้ว" เธอเอ่ยลอดไรฟัน ก้าวเข้าไปประชิดด้านหลังของเขา "บอกฉันมาว่าใครเป็นคนฆ่าเขา..."
ธันวาชะงักมือที่ถือแก้ว น้ำสีอำพันกระฉอกเล็กน้อย เขาค่อย ๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ใบหน้าของเขาอยู่ห่างเพียงคืบ แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจควบคุม
เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง—คำสารภาพที่อาจพลิกชีวิตของเธอไปตลอดกาล
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของธันวาจะขยับ เสียงเคาะประตูดังสนั่นสามครั้งก็ก้องขึ้นจากด้านนอก ขัดจังหวะทุกสิ่งทุกอย่าง
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูดังแกรก ทั้งที่ธันวาเป็นคนล็อกมันไว้จากด้านในตั้งแต่ก่อนพวกเขาจะเริ่มสนทนา ประตูบานใหญ่ค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ภายใต้แสงไฟสลัวโถงทางเดิน... ร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคนขับรถเก่าแก่ของตระกูลเธอ ผู้ซึ่งควรจะเสียชีวิตไปในกองเพลิงพร้อมกับคนรักของเธอเมื่อหกเดือนก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความระทึกใจยิ่งกว่าเดิมค่ะ - ไวโอเล็ตการ์เด้น
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 7
ร่องรอยของการโกหก
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!