กลิ่นอายความชื้นของฝนห่าใหญ่ที่ซัดกระหน่ำเข้าใส่บานกระจกหน้าต่างด้านนอก แทบไม่ได้กลบกลิ่นคาวสนิมจางๆ ที่ลอยอวลอยู่รอบตัวของชายชราผู้ยืนอยู่ตรงธรณีประตูเลยแม้แต่น้อย
ลุงพงษ์... คนขับรถเก่าแก่ผู้กุมพวงมาลัยรถยนต์คันที่เคยพาคนรักของรินรดาพุ่งชนราวสะพานเมื่อครึ่งปีก่อน ยืนนิ่งสนิท ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นไม่ไหวติ่ง ผิวหนังเหี่ยวย่นเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำฝนจนเสื้อเชิ้ตสีขาวแนบติดโครงกระดูก
ไม่มีเสียงอุทานจากรินรดา มีเพียงลมหายใจที่สะดุดกึก ราวกับปอดของเธอถูกบีบอัดด้วยสุญญากาศ ความหนาแน่นของอากาศในห้องนั่งเล่นลดวูบลงจนแทบหายใจไม่ออก สมองของหญิงสาวขาวโพลน ภาพกองเพลิงสีส้มฉานที่แผดเผาร่างของชายคนรักทับซ้อนขึ้นมาในม่านตา จนเธอต้องก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ—ถอยหลังไปชนเข้ากับแผงอกกว้างของธันวาที่ก้าวตามมาติดๆ
"อย่าขยับ"
เสียงกระซิบต่ำของธันวาแนบชิดอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาปัดป่าก์ผ่านเส้นผมที่ชื้นเหงื่อ แต่มือของชายหนุ่มกลับเอื้อมผ่านเอวบางไปคว้าด้ามจับแจกันเซรามิกโบราณบนโต๊ะข้างโซฟาอย่างเงียบเชียบ สัญชาตญาณนักล่าของธันวาตื่นตัวเต็มพิกัด กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งเครียดภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้ม
"พ... พงษ์?" เสียงของรินรดาแหบพร่า ประโยคแรกหลุดรอดริมฝีปากที่สั่นเทา "แก... แกตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ ตำรวจบอกว่าศพในซากรถ..."
"ถ้าผมตาย... คุณหนูคงไม่มีทางได้รู้ความจริงหรอกครับว่า 'อุบัติเหตุ' วันนั้น ใครเป็นคนเหยียบคันเร่ง"
เสียงของลุงพงษ์แหบแห้งราวกระดาษทรายถูกเสียดสี มันไม่ใช่เสียงของคนที่เพิ่งปีนป้ายหนีตายจากความตาย แต่มันเป็นเสียงของวิญญาณที่ถูกจองจำ ชายชราก้าวเท้าเข้ามาในห้อง กลิ่นอายความอับชื้นและกลิ่นฝนตีตลบจนน่าสะอิดสะเอียน น้ำฝนหยดติ๋งจากชายเสื้อกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์เป็นจังหวะน่ากลัว
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางดสวรรค์ เสียงคำรามก้องสะท้านสะเทือนจนกระจกบ้านสั่นสะเทือน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงไฟจากหลอดไฟนีออนบนเพดานกระพริบถี่สองครั้ง ก่อนที่ความมืดสนิทจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวลงในพริบตา
ไฟดับ
ความมืดมิดเข้ามาแทนที่อย่างสมบูรณ์แบบ เหลือเพียงแสงวาบจากสายฟ้าภายนอกที่สาดส่องเข้ามาเป็นระยะ เผยให้เห็นเงาร่างของคนทั้งสามในระยะประชิด
"อย่าอยู่ตรงนี้" ธันวาออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด มือใหญ่วางหมับลงบนต้นแขนของรินรดา บีบแน่นเพื่อส่งผ่านความหนักแน่น ทว่าในความมืด รินรดากลับสะบัดออกด้วยความตื่นตระหนก
"ปล่อยฉัน!" เธอคำรามในลำคอ ความกลัวเปลี่ยนเป็นความดุดัน หญิงสาวคว้าข้อมือของธันวาไว้เสียเอง "นายรู้ใช่ไหม... นายรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกใช่ไหม ธันวา!"
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคาดคั้นผม รินรดา!" ธันวาตวาดกลับ เสียงของเขาดุดันและทรงพลังพอจะเรียกสติเธอกลับมาได้บ้าง "ไอ้แก่คนนั้นไม่ได้มาดี ตั้งสติแล้วถอยไปข้างหลัง!"
*กึก... กึก... กึก...*
เสียงฝาก้าวเท้าหนักหน่วงดังขึ้นในความมืด มันไม่ใช่เสียงของคนแก่ใกล้ลงโลง แต่มันเป็นจังหวะการเดินที่มั่นคงอย่างไร้เหตุผล ลุงพงษ์กำลังเดินเข้ามาใกล้จุดที่พวกเขายืนอยู่ โดยอาศัยความคุ้นเคยกับโครงสร้างบ้านหลังนี้มากกว่าเจ้าของบ้านเสียอีก
รินรดากำหมัดแน่น เล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ ความโศกเศร้าที่เคยมีถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่สุมอก ภาพวันวานที่ชายคนรักถูกพรากไปผุดขึ้นมาซ้ำๆ ในความมืด เธอก้าวสวนทางกับธันวาออกมาเผชิญหน้ากับความมืดเบื้องหน้าด้วยตัวเอง
"แกต้องการอะไร พงษ์" รินรดาเปล่งเสียงถาม ความสั่นเทาในน้ำเสียงถูกกดให้จมหายไป เหลือเพียงความเยือกเย็นที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน "เงินงั้นเหรอ หรือว่ามีใครสั่งให้แกเล่นละครตบตาฉากใหญ่ เพื่อปั่นหัวฉันเล่น?"
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่หยุดลง ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว
*แว่บ—!*
สายฟ้าอีกสายสาดแสงวาบผ่านกระจกเข้ามา เผยให้เห็นใบหน้าของลุงพงษ์ในระยะประชิด ดวงตาของแกเบิกโพง รอยยิ้มบิดเบี้ยวฉีกกว้างจนถึงใบหู และที่น่าตกใจยิ่งกว่า—ในมือของชายชราไม่ได้ถือไม้เท้า แต่มันคือมีดพกสเตนเลสเล่มยาวที่สะท้อนแสงไฟแลบแปลบปลาบ!
"ผมไม่ได้มาเอาเงินครับ... คุณหนู" ลุงพงษ์ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ น่าขนลุกยิ่งกว่าเสียงพายุข้างนอก "ผมมาเอา... 'ชีวิต' ที่คุณติดค้างไว้ต่างหาก!"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของชายชราก็พุ่งเข้าใส่รินรดาด้วยความเร็วที่สวนทางกับอายุขัย!
"ระวัง!"
ธันวาพุ่งเข้ามาคว้าเอวรินรดาแล้วเหวี่ยงหลบไปด้านข้างได้อย่างเฉียดฉิว คมมีดเฉี่ยวผ่านเสื้อผ้าของเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แรงกระแทกทำให้ทั้งธันวาและรินรดาล้มกลิ้งไปบนพื้นพรมห้องนั่งเล่นด้วยกัน ธันวารีบใช้ร่างของตัวเองเป็นเกราะกำบังไม่ให้รินรดาได้รับบาดเจ็บ
"คุณเป็นบ้าอะไรถึงพุ่งตัวออกไป!" ธันวาคำรามใส่หน้าเธอด้วยความโมโห ขณะที่มืออีกข้างเตรียมควานหาวัตถุแข็งรอบตัวเพื่อป้องกันตัว
"แล้วนายมาทำไม! นายเป็นใครกันแน่ ธันวา ทำไมคนพวกนี้ถึงต้องเกี่ยวข้องกับนายด้วย!" รินรดาตวาดตอบอย่างเหลืออด เธอผลักอกเขาออกแล้วยันกายลุกขึ้นยืนในความมืด ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานระเบิดออกมา "บอกฉันมาเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่อย่างนั้น... ฉันนี่แหละจะฆ่านายเอง!"
ในเสี้ยววินาทีที่ความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองกำลังถึงจุดเดือด เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากชั้นสองของบ้าน... ชั้นบนที่ควรจะไม่มีใครอยู่นอกจากพวกเขา
*แอ๊ด...*
เสียงเปิดประตูไม้เก่าแก่ดังแว่วมาจากโถงบันไดมืดมืด ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเบาหวิวที่กำลังเดินลงมาทีละก้าว... ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า
ทั้งธันวาและรินรดาชะงักกึกพร้อมกัน ลมหายใจสะดุดกัก ดวงตาทั้งสองคู่เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิม เมื่อเงาร่างของบุคคลที่สามปรากฏขึ้นที่ราวบันไดท่ามกลางแสงวาบของสายฟ้านอกหน้าต่าง
ไม่ใช่แค่ลุงพงษ์... แต่ร่างที่กำลังก้าวลงมานั้น คือผู้หญิงสวมชุดเดรสยาวสีขาวเปียกโชก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด และที่สำคัญที่สุด—ใบหน้านั้นถอดแบบมาจากรินรดาเองราวกับส่องกระจกเงา!
"ยินดีต้อนรับสู่บ้านของฉัน... น้องสาว" เงาร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและคุ้นเคยอย่างประหลาด ก่อนที่ไฟสำรองฉุกเฉินของบ้านจะสว่างพรึบขึ้นด้วยแสงสีส้มสลัว เผยให้เห็นรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวของผู้หญิงที่ควรจะนอนอยู่ในหลุมศพมานานนับปี!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุบทนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ไวโอเล็ตการ์เด้น
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 8
ค่ำคืนที่พายุเข้า
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!