“อย่าขยับ... ถ้าคุณไม่อยากให้เลือดที่แห้งกรังนั่นหลุดติดมือคุณไปเสียก่อน”
เสียงของธันวาดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก รินรดาชะงักค้าง มือที่สั่นเทาของเธอขยับออกห่างจากกระจกเงาบานนั้นราวกับสัมผัสถูกของร้อน หัวใจของเธอกำลังเต้นโครมครามจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก ความเงียบงันที่ตามมานั้นน่าอึดอัดเสียยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง เพราะมันมีเพียงเสียงลมหายใจที่หอบถี่ของเธอและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงของชายหนุ่มข้างกาย
ไฟฉายในมือธันวาสั่นไหวสองสามครั้งก่อนจะสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง แสงสีขาวนวลกวาดไปบนกระจก รอยนิ้วมือสิบนิ้วที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังนั้นเด่นชัดขึ้นมาเสียยิ่งกว่าสิ่งใด มันไม่ได้เป็นเพียงรอยนิ้วมือทั่วไป แต่มันคือรอยนิ้วมือของรินรดา—ขนาดเท่ากัน เป๊ะ ทุกตำแหน่ง ทุกรอยหมุนวน
“คุณเคยมาที่นี่จริงๆ ใช่ไหม?” ธันวาถาม น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าหากเงี่ยหูฟังให้ดี รินรดากลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แฝงมากับความกระหายใคร่รู้บางอย่าง “อย่าโกหกผมนะ รินรดา... เพราะหลักฐานบนกระจกมันตะโกนบอกความจริงอยู่ตรงหน้าแล้ว”
รินรดาหันขวับไปจ้องหน้าเขา แสงไฟฉายที่สะท้อนจากกระจกทำให้ใบหน้าของธันวาดูบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยเงาที่คาดเดาไม่ได้ เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด “ฉันไม่เคยมาที่นี่... ฉันสาบานได้ แต่ทำไม... ทำไมรอยนิ้วมือพวกนี้ถึงเป็นของฉัน?”
“ถ้าไม่ใช่คุณ... ก็คงเป็นสิ่งที่สิงสู่อยู่ในความทรงจำที่หายไปของคุณ” ธันวาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้เธอกลิ่นอายของยาสูบจางๆ และความเย็นเยือกจากกายของเขาชัดเจนขึ้น “หรือบางที... คุณอาจจะไม่ได้มาที่นี่ด้วยร่างกาย แต่มาด้วย 'สัญชาตญาณ' ที่คุณพยายามจะลบมันทิ้ง”
รินรดาถอยหลังจนแผ่นหลังปะทะกับผนังเย็นเฉียบ เธอหรี่ตามองเขา ความไว้ใจที่เคยมีให้ชายหนุ่มผู้เป็นคู่คิดในยามวิกฤตเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง ธันวาเป็นใครกันแน่? เขาดูรู้เห็นทุกอย่าง ดูเหมือนคนที่กำลังตามหาสิ่งของ แต่กลับดูเหมือนคนที่กำลังคอยขัดขวางไม่ให้เธอพบคำตอบที่แท้จริง
“คุณกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ธันวา” เธอเค้นเสียงถาม มือที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “คุณพาฉันมาที่นี่เพื่อช่วยฉันตามหาความจริง... หรือคุณมาเพื่อ ‘จัดการ’ กับอะไรบางอย่างที่คุณกลัวว่าฉันจะเห็นกันแน่?”
ธันวาหยุดชะงัก แววตาที่เคยอ่อนโยนยามพูดคุยกับเธอเปลี่ยนไปเป็นคมกริบราวกับใบมีด เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับก้มลงมองพื้นห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนา ก่อนจะใช้รองเท้าหนังขยี้รอยเท้าหนึ่งบนพื้นดินอย่างตั้งใจ
“ความไว้ใจเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยนะครับรินรดา” เขาเอ่ยเสียงต่ำพลางเงยหน้าขึ้น “โดยเฉพาะในที่ที่ความตายเคยเกิดขึ้น... คุณคิดว่าผมเป็นศัตรูงั้นเหรอ? ถ้าผมเป็นศัตรูจริงๆ ป่านนี้คุณคงไม่ต้องมานั่งสงสัยเรื่องรอยนิ้วมือบนกระจกนี่หรอก เพราะคุณคงไม่มีโอกาสได้ยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่วันแรกที่เจอผมแล้ว”
รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนหินก้อนใหญ่จุกอยู่ในลำคอ ความสับสนตีรวนจนเธอแทบจะเสียสติ ในใจหนึ่งเธออยากจะเชื่อใจเขา แต่อีกใจกลับเตือนว่าผู้ชายที่รู้เรื่องราวในตระกูลของเธอดีเกินไปจนน่ากลัวคนนี้ คือคนเดียวกับที่อาจจะกุมกุญแจสำคัญในการทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่พ่อของเธอทิ้งไว้ให้
“ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจจริงๆ” รินรดาตัดสินใจก้าวเข้าไปเผชิญหน้า มือของเธอเอื้อมไปแตะรอยนิ้วมือบนกระจกอีกครั้ง ความเย็นของกระจกส่งผ่านถึงกระดูก “ทำไมคุณถึงพยายามกันไม่ให้ฉันเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานในห้องใต้ดินตอนนั้น? และทำไมรอยนิ้วมือพวกนี้ถึงเปื้อนเลือด... เลือดที่ไม่ใช่ของฉัน แต่เป็นเลือดของคนที่คุณบอกว่า 'ไม่รู้จัก'”
ธันวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นไม่ได้ทำร้าย แต่เปี่ยมไปด้วยความกดดัน “ริน... อย่าพยายามไขปริศนาที่แม้แต่ตัวคุณเองในอดีตยังเลือกที่จะทิ้งมันไว้ในความมืดเลย ถ้าคุณเปิดกล่องใบนั้น ความจริงที่คุณถวิลหาอาจจะพรากทุกอย่างที่คุณเหลืออยู่ไป... แม้แต่ชีวิตของคุณเอง”
“ฉันยอมเสียทุกอย่าง... ดีกว่าต้องอยู่กับคำลวงของคุณ!” รินรดากระชากมือออก ก่อนจะหันไปคว้าด้ามจับของกระจกบานใหญ่ที่พิงอยู่มุมห้อง เธอออกแรงผลักมันอย่างเต็มกำลังจนเกิดเสียงครืดคราดเสียดสีกับพื้นไม้เก่าแก่
ทว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังกระจกบานนั้นไม่ใช่ผนังธรรมดา... มันคือช่องลับที่ถูกเจาะไว้ลึกเข้าไปในตัวอาคาร ภายในนั้นมีกล่องไม้ใบเก่าที่รินรดาจำได้แม่นยำว่าเป็นของพ่อของเธอ แต่มันกลับถูกพันไว้ด้วยโซ่เส้นหนาที่มีกุญแจแปลกประหลาดคล้องอยู่
ธันวาทรุดเข่าลงข้างๆ เธอ สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงอาการโกรธ แต่เป็นความตื่นตระหนกที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน “ริน! อย่าเปิดมัน!”
เขายื่นมือมาหวังจะกระชากกุญแจออกจากมือเธอ แต่ในจังหวะที่มือของทั้งคู่สัมผัสกัน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากในความมืดของช่องลับนั้น... ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงหนู แต่มันคือเสียงกระซิบที่คุ้นเคยที่สุด เสียงของพ่อเธอที่เสียชีวิตไปนานกว่าสิบปี
“รินรดา... อย่าให้เขาเห็นสิ่งที่อยู่ในนี้... เพราะเขาก็คือคนเดียวกับที่อยู่กับพ่อในนาทีที่พ่อหมดลมหายใจ”
รินรดาตัวแข็งทื่อ สายตาเบิกกว้างเมื่อหันไปมองธันวาที่ตอนนี้ใบหน้าขาวซีดจนแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับกำแพง เขากำลังจ้องมองกุญแจในมือเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นและโศกนาฏกรรมที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในเสื้อสูท แล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา... มันคือรูปถ่ายใบเดิมที่เธอเคยเห็นในห้องทำงานของพ่อ แต่คราวนี้ด้านหลังรูปกลับมีชื่อของเขาสลักอยู่ด้วยอักษรสีแดงสดที่ยังดูเหมือนเปื้อนเลือดไม่ต่างจากรอยบนกระจก!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความสงสัยไปกับรินรดาและธันวานะคะ
ไวโอเล็ตการ์เด้น
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 10
รอยร้าวของความไว้ใจ
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!