“วางมันลงเสียรินรดา ถ้าเธอไม่อยากเห็นชีวิตของตัวเองแตกสลายไปมากกว่านี้”
เสียงของธันวาทุ้มต่ำและแหบพร่า เขาไม่ได้ตะคอก แต่ความเย็นเยียบในน้ำเสียงนั้นกลับบาดลึกยิ่งกว่าคมมีด รินรดาชะงักมือที่กำลังสั่นเทาอยู่เหนือลิ้นชักลับใต้เตียงไม้เก่าๆ ในห้องพักแคบๆ ของเขา จี้โลหะรูปหยดน้ำที่ดูหมองมัววางนิ่งอยู่ตรงหน้า ในจังหวะที่หัวใจของเธอเต้นเร็วจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความตายที่เธอพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต ดูเหมือนจะขยับเข้ามาใกล้เพียงแค่เอื้อมมือ
รินรดาหันกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนพิงกรอบประตู รอยเลือดจางๆ ที่มุมปากของธันวาทำให้เธอนึกถึงภาพความรุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขาในตอนนี้ต่างจากผู้ชายมาดเนี้ยบที่เธอเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง สภาพเสื้อเชิ้ตที่ยับยู่ยี่และดวงตาที่ฉายแววสับสนทำให้อพาร์ตเมนต์ซอมซ่อแห่งนี้ดูราวกับคุกกักขังวิญญาณ
“คนตายไม่ควรกลับมาเดินบนถนนได้อีกครั้ง ธันวา” เธอเอ่ยเสียงสั่น พยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่ “คุณบอกฉันว่าจี้นี้ไม่มีค่าอะไร แต่นี่... รอยสลักหลังจี้นี้มันเป็นรหัสของตระกูลฉัน และที่สำคัญที่สุด... มันอยู่ในมือของคนที่ฉันเห็นว่าถูกยิงตายไปต่อหน้าต่อตาในคืนนั้น คุณจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง!”
ธันวาเดินเข้ามาใกล้ ก้าวเท้าของเขาเงียบเชียบราวกับเสือดาวที่จ้องมองเหยื่อ เขาไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเอื้อมมือมาปิดลิ้นชักนั้นลงด้วยแรงที่มั่นคง ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้รินรดาสัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอายความลึกลับที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
“ความจริงเป็นสิ่งที่อันตรายเกินกว่าคนที่มีอดีตพังทลายอย่างเธอจะแบกรับไหว” เขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ “ฉันช่วยเธอออกมาจากตรงนั้นไม่ใช่เพราะฉันเป็นคนดี แต่เพราะฉันมีหน้าที่ที่ต้องทำให้จบ... แม้ว่านั่นหมายถึงการต้องทรยศความรู้สึกของตัวเองก็ตาม”
“หน้าที่เหรอ?” รินรดาแค่นหัวเราะ ทั้งน้ำตา “คุณเข้ามาในชีวิตฉัน เข้ามาหาผลประโยชน์จากปมด้อยของฉัน แล้วตอนนี้คุณก็มาพูดเรื่องหน้าที่เนี่ยนะ? บอกฉันมาสิว่าคนที่อยู่ในคืนนั้นคือใคร คนที่สวมหน้ากากนั่นน่ะ... คือคนที่คุณต้องปกป้อง หรือคนที่คุณต้องกำจัดกันแน่!”
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่น กล้ามเนื้อกรามของเขาขบเข้าหากันจนนูนเด่นชัด เขารู้ดีว่าหากเปิดเผยความจริงตอนนี้ รินรดาอาจจะพังทลายลงมากกว่าเดิม แต่ถ้าเขายังเงียบ... ทุกอย่างที่เขาสร้างมาเพื่อปกป้องเธอก็จะกลายเป็นเถ้าถ่าน
ห้องพักแคบๆ ดูเล็กลงถนัดตาเมื่อความตึงเครียดถาโถมเข้ามา เสียงรถหวอตำรวจที่ดังแว่วมาจากถนนเบื้องล่างเตือนให้รู้ว่าพวกเขามีเวลาไม่มากนัก ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันอย่างหนักหน่วง รินรดามองเห็นความเจ็บปวดในแววตาของธันวา มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกกระทำ แต่เป็นความเจ็บปวดที่เกิดจากการฝืนใจตนเอง
“ฉันไม่ได้ปกป้องเขา รินรดา” ธันวาพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ฉันแค่พยายามลบเขาออกไปจากโลกใบนี้... ด้วยมือของฉันเอง”
เขายื่นมือไปสัมผัสแก้มของเธออย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มันไม่ใช่การควบคุม แต่เป็นการวิงวอน รินรดาใจสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอรู้ดีว่านี่คือกับดัก แต่เธอกลับไม่อยากถอยห่าง ความอบอุ่นจากมือของเขาที่ทาบอยู่บนผิวแก้มเย็นเฉียบของเธอเริ่มทำลายกำแพงที่เธอก่อไว้
“ถ้าอย่างนั้นก็บอกฉัน” เธอกระซิบ “บอกมาว่าทำไมจี้นี้ถึงต้องอยู่ในมือของคนที่ตายไปแล้ว และทำไมรหัสลับนี้ถึงกำลังนำทางเราไปสู่เรื่องโกหกที่ใหญ่กว่าเดิม”
ธันวาถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่หน้าต่าง บานกระจกที่แตกร้าวสะท้อนภาพเงาของเขาที่ดูโดดเดี่ยว เขาหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลที่ถูกซ่อนไว้ออกมาจากใต้พรมเช็ดเท้าเก่าๆ และก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากบอกความจริงที่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาล เสียงเคาะประตูที่รัวแรงและดุดันก็ดังขึ้น
*ปัง! ปัง! ปัง!*
ไม่ใช่เสียงเคาะประตูธรรมดา แต่มันเป็นจังหวะที่หนักแน่นและจงใจข่มขู่ ธันวารีบดับไฟในห้องทันที ความมืดมิดเข้าครอบคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็ว เขากระชากแขนรินรดาให้หมอบลงข้างเตียง มืออีกข้างคว้าปืนพกกระบอกเล็กที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมา
“อย่าส่งเสียง” เขาเตือนด้วยกระซิบที่แทบไม่ได้ยิน พร้อมกับมองลอดช่องประตูออกไปทางตาแมว ร่างของชายในชุดดำที่คุ้นตากำลังยืนอยู่หน้าประตู มือของมันไม่ได้ถือปืน แต่ถือ 'บางอย่าง' ที่ทำให้เลือดในกายของธันวาเย็นเฉียบจนแทบเป็นน้ำแข็ง
มันคือตุ๊กตาไม้ตัวเก่าที่รินรดาเคยทำหายไปในคืนที่พ่อแม่ของเธอเสียชีวิต!
และที่ปลายเท้าของชายชุดดำนั้น มีรอยหยดของ 'หยาดน้ำค้าง' ที่เป็นสีแดงฉาน... ซึ่งไม่ใช่หยดน้ำค้างตามธรรมชาติ แต่มันคือสัญลักษณ์การสังหารที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ หน้าประตูห้องพักแห่งนี้
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างนั้นผ่านช่องว่างใต้ประตู และสิ่งที่ทำให้เธอกลั้นหายใจจนแทบสิ้นสติ คือเสียงกระซิบที่ลอดเข้ามาข้างใน... มันเป็นเสียงของพ่อเธอที่เสียชีวิตไปเมื่อสิบปีก่อน!
“ริน... เปิดประตูให้พ่อเถอะลูก... พ่อพาความจริงมาคืนให้แล้ว”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกในหยาดน้ำค้างในตอนนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าความเข้มข้นจะทำให้หัวใจของทุกท่านสั่นไหวไปพร้อมกับรินรดานะคะ
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 21
ที่พักพิงในเมืองหลวง
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!