“กุญแจดอกนั้นไม่ได้อยู่ในมือฉันตั้งแต่แรกแล้ว ธันวา”
รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก เสียงของเธอสั่นพร่าทว่ามั่นคง เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของชายหนุ่มที่ยืนตระหง่านขวางทางออกของห้องสมุดเก่าแก่แห่งนี้ แสงไฟสลัวจากโคมระย้าที่แกว่งไกวตามแรงลมภายนอกทำให้เงาของเขาดูยาวเหยียดและน่าสะพรึงกลัว
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบ “โกหกไม่เก่งเลยนะรินดา... ความรู้สึกของคนที่กำลังซ่อนความลับไว้มันแสดงออกมาผ่านแววตาที่สั่นระริกนั่นหมดแล้ว”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ทุกย่างก้าวของเขาเปรียบเสมือนการบีบคั้นหัวใจของหญิงสาวให้ตีบตัน รินรดาถอยหลังจนแผ่นหลังสัมผัสกับชั้นหนังสือไม้โอ๊คเก่าคร่ำคร่า กลิ่นอายของกระดาษโบราณและฝุ่นละอองฟุ้งกระจายในอากาศ ราวกับอดีตกำลังเรียกร้องให้เธอต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่พยายามฝังกลบมานานนับปี
“ถ้าเขาหักหลังตระกูลคุณจริง อย่างที่คุณอ้าง... ทำไมต้องมาตามหากุญแจกับฉัน? ทำไมไม่ไปถามหลุมศพเขาเลยล่ะ?” เธอสวนกลับ คำพูดนั้นเชือดเฉือนด้วยความเจ็บปวดที่ตกตะกอนมานาน
ธันวาหยุดนิ่ง ห่างจากเธอเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมเจือจางของกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขาทำให้รินรดารู้สึกวิงเวียน “เพราะความจริงไม่ได้ถูกฝังอยู่ในดิน แต่มันถูก ‘จารึก’ ไว้ในที่ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง... แม้แต่คนอย่างคุณ”
เขาทิ้งท้ายประโยคนั้นไว้ก่อนจะเบนสายตาไปทางห้องเก็บของด้านหลัง ซึ่งเป็นห้องที่ถูกปิดตายมาตั้งแต่คืนที่ ‘เขา’ จากไป ธันวาหันหลังให้เธออย่างจงใจท้าทาย ราวกับจะบอกว่าให้เธอเลือกว่าจะเผชิญหน้าหรือจะยอมจำนน
รินรดาไม่รอช้า เธอไม่ได้วิ่งหนี แต่เธอกลับเดินตรงไปยังห้องเก็บของที่ถูกทิ้งร้าง กลิ่นอับชื้นของหยดน้ำที่รั่วซึมจากเพดานกระทบพื้นคอนกรีตเป็นจังหวะ ‘เปาะ... เปาะ...’ มันฟังดูคล้ายเสียงหัวใจที่เต้นแผ่วลงทุกที
เธอหยิบไฟฉายกระบอกเก่าขึ้นมา แสงสีขาวส่องกระทบผนังที่แตกร้าว พื้นผิวผนังปูนฉาบตรงมุมอับดูไม่เรียบเนียนเหมือนส่วนอื่น รินรดาใช้ปลายนิ้วสัมผัส ความเย็นของปูนทำให้เธอขนลุกชัน เธอตัดสินใจใช้ก้านเหล็กปลายแหลมที่พกติดตัวมาค่อยๆ แคะรอยแตกนั้นออก เศษปูนร่วงหล่นลงพื้นราวกับสายฝนที่แห้งแล้ง
ท่ามกลางเศษปูนที่กระจัดกระจาย เธอก็พบกับกล่องเหล็กสนิมเขรอะที่ถูกฝังไว้อย่างแนบเนียน เธอเปิดมันออกด้วยมือที่สั่นเทา ข้างในมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งปกหนังสีน้ำเงินเข้มที่ดูคุ้นตาจนหัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
มันคือสมุดของเขา... คนรักที่เธอเชื่อมาตลอดว่าตายไปเพราะอุบัติเหตุ
เธอเปิดหน้าแรกออก ลายมือหวัดๆ ที่คุ้นเคยปรากฏแก่สายตา แต่มันไม่ใช่ถ้อยคำรักใคร่หรือความทรงจำที่สวยงามอย่างที่เธอคาดหวัง ในหน้านั้นเขียนไว้ด้วยหมึกสีแดงคล้ำราวกับเลือดว่า: *‘หากเธอได้อ่านสิ่งนี้ แสดงว่าคนทรยศไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นคนในตระกูลของเธอเอง’*
รินรดาสะอึก หายใจไม่ทั่วท้อง เธอพลิกหน้าต่อไป แต่ทว่า... มีกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงมา มันคือจดหมายที่มีตราประทับของตระกูลธันวา และรอยเลือดที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นรอยนิ้วมือที่ชัดเจน
ขณะที่เธอกำลังจะก้มลงเก็บจดหมายนั่น แสงไฟจากไฟฉายในมือเธอก็ดับวูบลง ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังสะท้อนเข้ามาในความเงียบ เสียงนั้นไม่ได้มาจากทางเข้าห้อง แต่มันดังมาจาก... ‘ด้านหลัง’ ของเธอที่ซึ่งไม่ควรจะมีใครอยู่
“เจอแล้วสินะ” เสียงของธันวากระซิบอยู่ชิดข้างใบหู ความเย็นจากลมหายใจของเขาทำให้เธอตัวแข็งทื่อ “และตอนนี้... คุณก็รู้แล้วว่าทำไมผมถึงต้องฆ่าเขา... เพราะเขาดันรู้ในสิ่งที่แม้แต่ทายาทตระกูลคุณเองยังไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ”
ธันวาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะกระชากเธอให้หันกลับไปเผชิญหน้าในความมืด พร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้นจากทิศทางของหน้าต่างที่แตกกระจาย
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกในความทรงจำนี้... แล้วพบกันตอนหน้าครับ - ไวโอเล็ตการ์เด้น
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 2
ลายมือที่คุ้นเคย
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!