“หยุดอยู่ตรงนั้น... อย่าก้าวเข้ามามากกว่านี้เลย รินรดา”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท รินรดาชะงักงัน มือที่กุมลูกบิดประตูเย็นเฉียบสั่นสะท้านจนได้ยินเสียงกำไลข้อมือกระทบกันกริ๊ก ร่างในชุดสีเข้มที่นั่งหันหลังให้นั้นดูเล็กลงถนัดตาเมื่อเทียบกับภาพจำในความทรงจำ แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับทรงพลังจนลมหายใจของเธอติดขัด
“ธันวา? นี่คุณ... คุณเข้ามาอยู่ในนี้ได้ยังไง” เธอถาม เสียงแหบพร่าคล้ายคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย ดวงตาเบิกกว้างจดจ้องไปยังแสงเทียนที่วูบไหวราวกับจะดับลงทุกขณะ
ร่างนั้นค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมา ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกฉาบด้วยเงาสลัวของความมืด อีกครึ่งหนึ่งสะท้อนประกายไฟที่ดวงตาสีเข้มคู่นั้น ธันวาไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงแต่วางตุ๊กตาไม้เก่าคร่ำคร่าตัวหนึ่งลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย ก่อนจะหยิบจี้สร้อยคอรูปหยดน้ำขึ้นมาแกว่งไกวช้าๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของรินรดา
“ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ถูกฝังไว้ด้วยดินหรอกนะริน แต่มันถูกฝังไว้ด้วยความกลัวของเธอนั่นแหละ” เขาเอ่ยแผ่วเบา สายตายังคงจับจ้องที่จี้สร้อย “นั่งลงสิ... ถ้าอยากรู้ว่าแม่ของเธอไม่ได้จากไปเพราะอุบัติเหตุอย่างที่ใครเขาบอกกัน”
รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความลังเลตีรวนอยู่ในอก หากเธอก้าวข้ามธรณีประตูนี้ไป นั่นหมายถึงการทำลายเกราะกำบังสุดท้ายที่เธอใช้ปกป้องหัวใจตัวเองมาตลอดสิบปี แต่ความอยากรู้อยากเห็นที่หยั่งรากลึกกลับดึงรั้งให้เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่อาจต้านทาน
เมื่อเธอนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้าม ธันวาก็เริ่มแกว่งสร้อยจี้รูปหยดน้ำนั้นต่อหน้าเธอ แสงเทียนสะท้อนเข้าตาจนพร่ามัว กลิ่นกำยานจางๆ ที่อบอวลอยู่ในห้องเริ่มทำให้สติสัมปชัญญะของเธอเลือนราง
“จ้องที่จี้... ปล่อยให้ความคิดที่รบกวนเธอไหลออกไปเหมือนหยดน้ำค้างที่ร่วงหล่นจากใบไม้” เสียงของธันวานุ่มนวลและทรงพลังราวกับสะกดจิตใจ “ย้อนกลับไป... กลับไปวันที่ประตูบ้านหลังนั้นถูกปิดตายอีกครั้ง”
โลกทั้งใบหมุนคว้าง รินรดารู้สึกเหมือนถูกดึงลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทร ภาพความทรงจำที่แตกกระจายเหมือนแก้วที่ถูกทุบเริ่มประกอบตัวเข้าหากัน เธอไม่ได้นั่งอยู่ในห้องใต้ดินอีกต่อไป แต่เธอกำลังยืนอยู่หน้าบันไดไม้ที่ทอดยาวขึ้นสู่ชั้นบนของคฤหาสน์หลังเก่าในคืนที่ฝนตกหนัก
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วบริเวณ รินรดาในวัยเด็กกำลังกอดตุ๊กตาแน่น เธอเห็นแม่... แม่กำลังร้องไห้ อยู่ในห้องทำงานของพ่อ เสียงโต้เถียงกันดังลอดออกมาผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่
*“คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ! มันไม่ใช่สมบัติของคุณ มันเป็นของตระกูลเรา!”* เสียงแม่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
*“ทุกอย่างที่นี่คือของฉัน! ถ้าฉันไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้!”* เสียงพ่อดังก้องด้วยความกราดเกรี้ยว ตามด้วยเสียงโครมครามของแจกันที่แตกกระจาย
รินรดาในภวังค์สะดุ้งสุดตัว เหงื่อเย็นผุดขึ้นตามไรผม เธอเห็นชายคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืดของห้องทำงาน... ไม่ใช่พ่อ แต่เป็นคนอื่น คนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายธันวา แต่ดวงตากลับว่างเปล่าและเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง
“นั่นใคร...” เธอพึมพำออกมาจากภวังค์ เสียงสั่นพร่า
“ไม่ต้องสนใจคนอื่น มองดูแม่ของเธอให้ดี” ธันวากระซิบข้างหู น้ำเสียงของเขากดดันแต่ก็เจือด้วยความเห็นใจ “ดูให้เห็นว่ามือของใครกันแน่ที่เป็นคนผลัก... ดูให้ชัดว่าความรักที่เธอยึดติดแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่กรงขัง”
รินรดาสะอื้นฮัก ภาพในความทรงจำเปลี่ยนไปรวดเร็วราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว แม่ของเธอกำลังวิ่งหนีออกมาจากห้องทำงาน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่เท้าของนางจะก้าวพลาดบนพื้นไม้ที่ลื่นเพราะคราบน้ำฝน ร่างบางร่วงหล่นลงมาตามขั้นบันได... และก่อนที่จะสิ้นลม นางเอื้อมมือมาหาเธอ... มือที่สั่นเทาพร้อมกับส่งบางอย่างให้
ในเสี้ยววินาทีนั้น รินรดาเห็นมันชัดเจน... สัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนแหวนที่นิ้วนางของคนที่ผลักแม่ของเธอลงมา มันไม่ใช่แหวนของพ่อ แต่มันเป็นแหวนตราของตระกูลที่เธอรู้จักดี
ร่างของรินรดาสั่นเทาอย่างรุนแรงเมื่อเธอเริ่มรับรู้ความจริงที่ถูกปิดบังไว้ด้วยหยาดน้ำค้างแห่งความเศร้าโศก ความเกลียดชังที่เคยมีต่อตัวเองเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่คนคนหนึ่ง... คนที่เธอคิดว่าไว้ใจที่สุด
“ไม่... ไม่จริงใช่ไหม” เธอกรีดร้องออกมาในห้วงภวังค์ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นธันวาในวัยเด็กปรากฏตัวขึ้นข้างศพของแม่เธอ เขาไม่ได้มาร้าย แต่เขากำลังก้มลงเก็บ ‘จดหมายฉบับหนึ่ง’ ที่ตกอยู่ข้างกายแม่ของเธอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกล้องวงจรปิดที่ซ่อนอยู่ในเงามืดด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุกที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น
ทันใดนั้น แสงเทียนทั้งหมดในห้องใต้ดินก็ดับพรึบลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกอณู รินรดารู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นเฉียบของมือใครบางคนที่วางลงบนไหล่เธอ
“ความจริงที่น่ากลัวกว่าความตาย คือการค้นพบว่าคนที่เธอรักที่สุด... คือคนที่วางแผนฆ่าคนในครอบครัวเธอมาตั้งแต่วันแรกที่เธอลืมตาดูโลก”
เสียงของธันวากระซิบชิดใบหู ทว่าคราวนี้มันไม่ได้มาจากข้างหน้า... แต่มันดังมาจากทางด้านหลังของเธออย่างชัดเจน รินรดาหันขวับไปมองในความมืดที่ว่างเปล่า ก่อนที่เสียงล็อคประตูด้านนอกจะดัง ‘กริ๊ก’ และเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่เดินเข้ามาในห้องใต้ดินจะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่คุ้นหูจนน่าหวาดหวั่น
“ดูเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญตัวจริง... จะมาถึงแล้วนะคะรินรดา”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดไปพร้อมกับรินรดานะคะ
ไวโอเล็ตการ์เด้น
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 15
รอยแผลที่เปิดออก
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!