“ขายมันเสียเถอะรินรดา อย่าให้ความดื้อรั้นที่ไร้เหตุผลมาทำลายอนาคตของครอบครัวเราเลย”
เสียงของป้าวิไลดังบาดลึกเข้ามาในความเงียบงันที่แผ่ซ่านอยู่ภายในห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของฝุ่นและอดีต รินรดายืนตัวแข็งทื่อ สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ป้าที่นั่งวางมาดสูงส่งบนโซฟาตัวเดิมที่แม่เคยนั่ง แต่เธอกลับมองข้ามไหล่ของหญิงวัยกลางคนไป ยังร่างของ ‘รินริน’ แฝดผู้น้องที่กำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่ถอดแบบมาจากใบหน้าของเธอเองอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิง ธันวานั่งอยู่ข้างเธอ เขาไม่ได้เอ่ยปากแทรก แต่ฝ่ามือหนาที่วางอยู่บนตักกลับกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน ความนิ่งเฉยของเขากลายเป็นแรงกดดันที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของญาติผู้ใหญ่
“บ้านหลังนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินที่รอการขายนะคะป้าวิไล” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากทว่าสั่นไหวเล็กน้อยที่ปลายประโยค “มันคือความทรงจำ และเป็นที่เดียวที่หนูเหลืออยู่”
“ความทรงจำกินไม่ได้หรอกนะแม่หลานสาว” ป้าวิไลแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะผายมือไปทางรินรินที่ก้าวเข้ามาหา “ในเมื่อเราพบตัวรินรินแล้ว เรื่องราวก็ง่ายขึ้นมาก... รินรินเห็นด้วยกับป้าใช่ไหมว่าบ้านหลังนี้สมควรถูกขายทิ้ง เพื่อเอาเงินมาแบ่งกันให้ลงตัว”
รินรดาหันขวับไปมองแฝดผู้น้องทันที รินรินเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ ส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะที่ฟังดูเหมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่หายนะ ดวงตาคู่นั้นของรินรินไม่ได้มีความอบอุ่นของสายเลือดอยู่เลย มันกลับเต็มไปด้วยความหิวกระหายและร่องรอยของประสบการณ์ที่รินรดาไม่เคยสัมผัส
“ทำไมต้องทำหน้าเหมือนเห็นผีล่ะคะ พี่ริน” รินรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แต่สายตากลับกราดมองไปรอบห้องราวกับกำลังประเมินราคาทุกตารางนิ้ว “หนูไม่ได้กลับมาเพื่อทวงคืนความรักหรอกนะ... หนูแค่กลับมาทวงสิ่งที่ควรจะเป็นของหนู และบ้านหลังนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด”
ธันวาขยับตัวลุกขึ้นยืน ความสูงของเขาบดบังแสงไฟจนเกิดเป็นเงาทอดทับลงบนร่างของสองพี่น้อง “รินรดาเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินผืนนี้แต่เพียงผู้เดียว ตามพินัยกรรมที่ระบุไว้ชัดเจน” เขากล่าวเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ป้าวิไล “และผมไม่คิดว่าการบีบบังคับด้วยคำพูดสวยหรู จะทำให้พวกคุณได้สิ่งที่ต้องการ”
“คุณเป็นใครกันแน่ ธันวา?” ป้าวิไลสวนกลับพลางหรี่ตา “ทำไมถึงต้องเอาตัวเข้ามาพัวพันกับมรดกที่ไม่ใช่ของตัวเองนักหนา หรือว่า... คุณก็แค่หนึ่งในพวกที่จ้องจะเขมือบสมบัติของตระกูลเราเหมือนคนอื่นๆ?”
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง เธอหันไปมองธันวา ชายหนุ่มที่เธอเคยคิดว่าเป็นที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียว กลับกำลังเผชิญหน้ากับคำถามที่เธอเองก็ไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจน ความสงสัยเริ่มกัดกินหัวใจเธออย่างช้าๆ รินรดาเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างของธันวาที่ยืนตระหง่านราวกับกำแพง แต่วันนี้กำแพงนั้นกลับดูเปราะบางเหลือเกินในสายตาของเธอ
“ฉันไม่ได้อยากขายบ้าน” รินรดาพูดแทรกขึ้น ท่ามกลางความเงียบที่กดทับ “แต่ถ้าทุกคนต้องการแบบนั้น... ฉันอยากรู้ว่าทำไมทุกคนถึงเกลียดชังบ้านหลังนี้นัก มีอะไรซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้หรือฝังอยู่ในผนังปูนที่พวกคุณกลัวนักหนาถึงต้องรีบกำจัดมันไปให้พ้น?”
รินรินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก “พี่ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ สินะ รินรดา... เรื่องที่แม่ทิ้งไว้ให้ ไม่ใช่แค่บ้านหรอก แต่มันคือคำสาปที่พี่แบกไว้บนบ่าโดยไม่รู้ตัว”
ขณะที่รินรดาจะเอ่ยถามต่อ รินรินก็ก้าวเข้ามาใกล้เธอจนได้กลิ่นน้ำหอมฉุนกึก มือเรียวบางเอื้อมมาแตะที่ลำคอของรินรดาเบาๆ ก่อนจะกระซิบถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของรินรดาแทบหยุดเต้น
“ถ้าพี่อยากรู้ความจริง ว่าทำไมแม่ถึงเลือกตายแทนที่จะบอกพี่ว่าฉันมีตัวตนอยู่... ลองไปดูที่ห้องใต้ดินคืนนี้สิคะ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ว่าสิ่งที่พี่จะเจอ อาจจะทำให้พี่เปลี่ยนใจขายบ้านหลังนี้ให้เร็วขึ้น... หรือไม่พี่ก็อาจจะตายไปพร้อมกับความลับนั้น”
ธันวาสะบัดแขนของรินรินออกด้วยความโกรธจัด แต่รินรินกลับหัวเราะร่าอย่างไม่สะทกสะท้านก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับป้าวิไล ทิ้งให้รินรดายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้ามาในบ้าน
“อย่าลงไปนะ รินรดา” ธันวาเอ่ยเสียงเครือ เขากำลังพยายามซ่อนความหวั่นไหวบางอย่างไว้ใต้ใบหน้าที่เย็นชา “คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าถ้าเปิดประตูบานนั้นออกมา ชีวิตของคุณจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก”
รินรดามองธันวาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความไว้ใจที่เคยมีเริ่มร้าวฉาน เธอถอยห่างจากเขา ก้าวเท้าตรงไปยังโถงทางเดินที่นำไปสู่ห้องใต้ดินโดยไม่หันกลับมามอง “ถ้ามันคือความจริงที่ฉันต้องเผชิญ ไม่ว่ามันจะน่ากลัวแค่ไหน ฉันก็พร้อมที่จะรับมันค่ะ... แม้แต่เรื่องของคุณด้วย ธันวา”
เธอดึงกุญแจเก่าคร่ำคร่าออกจากกระเป๋า มือที่สั่นเทาค่อยๆ ไขเข้าไปในรูกุญแจที่ฝืดเคือง เสียงกลไกโลหะที่กระทบกันดังสะท้อนไปทั่วโถงทางเดิน ประตูห้องใต้ดินที่ถูกปิดตายมานานหลายปีค่อยๆ เผยอออกทีละนิด ความเย็นยะเยือกพุ่งปะทะร่างจนรินรดาขนลุกชัน ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาผ่านรอยแยกของประตูไม่ใช่เพียงความมืด แต่เป็นแสงไฟวับแวมจากเทียนไขที่วางเรียงรายอยู่ราวกับมีคนเพิ่งเตรียมไว้ และกลางห้องนั้น... เงาร่างของใครบางคนที่นั่งหันหลังให้เธอกำลังฮัมเพลงกล่อมเด็กที่แม่ของเธอเคยร้องให้ฟังก่อนนอน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและร่วมค้นหาความลับในเงามืดไปพร้อมๆ กันนะคะ
- ไวโอเล็ตการ์เด้น -
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 14
แรงกดดันจากคนรอบข้าง
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!