"ถ้าคุณจะฆ่าฉันเพื่อปิดปาก ก็ช่วยทำให้มันจบลงภายในครั้งเดียว อย่าให้ฉันต้องทนเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความลังเลของคุณอีกเลย ธันวา"
รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและฝุ่นละออง ปลายกระบอกปืนสีเงินในมือของธันวาสั่นระริกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะลดมันลงช้าๆ พลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น สันกรามของเขานูนเด่นชัดจากการขบกัดฟันแน่น เขากำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่รุนแรงพอๆ กับพายุที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอกอาคารเก่าแห่งนี้
ธันวาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าเสียงนั้นกลับฟังดูขมขื่นจนน่าใจหาย "ถ้าผมทำได้จริงๆ ป่านนี้คุณคงไม่ต้องมานั่งจ้องหน้าผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชแบบนี้หรอก รินรดา"
"ฉันไม่ได้สมเพชคุณ" เธอสวนกลับทันควัน ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู แม้ความเจ็บปวดจากการถูกพันธนาการจะยังคงหลงเหลืออยู่ แต่แววตาของเธอกลับแน่วแน่ "ฉันแค่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมคนที่มีโอกาสจะจบเรื่องนี้ตั้งหลายครั้งอย่างคุณ ถึงเลือกที่จะดึงฉันเข้ามาในวังวนแห่งความมืดนี้ด้วย... ถ้ามันไม่ใช่เพื่อการล้างแค้น แล้วมันคืออะไรกันแน่?"
ธันวาหันกลับมามองเธอ ดวงตาคู่คมของเขาที่มักจะซ่อนความลับไว้เบื้องหลัง บัดนี้กลับเผยร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่กัดกินมานานนับปี เขาเดินเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเขาที่แทรกซึมผ่านความเย็นเยียบของห้อง
"เพราะผมรู้ว่าถ้าผมปล่อยให้คุณเดินตามลำพัง คุณจะไม่มีวันรอดพ้นจากเงื้อมมือของคนพวกนั้น" เขาหยุดเว้นจังหวะ พยายามเลือกสรรคำพูดที่หนักแน่นพอจะพังทลายกำแพงแห่งความเข้าใจผิดที่เขาสร้างขึ้นเอง "สิ่งที่ผมทำลงไป... เรื่องเอกสารปลอม เรื่องการโกหกที่คุณเกลียดนักหนา นั่นไม่ใช่เพื่อจะทำลายคุณ แต่เพื่อดึงคุณออกมาจากพื้นที่ที่กำลังจะกลายเป็นสุสานแห่งความจริงที่คุณพยายามค้นหา"
รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ เธอเห็นความจริงใจที่ถูกกลบฝังอยู่ใต้เลเยอร์ของการปกปิดเหล่านั้น ความโกรธแค้นที่เคยมีเริ่มคลายตัวลง กลายเป็นความสับสนที่ซับซ้อนกว่าเดิม "แล้วทำไมคุณไม่พูดออกมาตรงๆ ตั้งแต่แรก? ทำไมต้องทำให้ฉันคิดว่าคุณคือศัตรู?"
"โลกที่เรายืนอยู่มันไม่มีที่สำหรับความจริงหรอกนะรินรดา" เขาหยิบตลับโลหะเก่าคร่ำคร่าออกจากกระเป๋าเสื้อ วางมันลงบนโต๊ะไม้ตัวกลาง "ในนี้มีรหัสลับที่ตระกูลของคุณพยายามปกปิดมาสามชั่วอายุคน และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขากำลังตามล่าผม... และตอนนี้ ก็รวมถึงคุณด้วย"
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความขัดแย้งที่เคยเดือดพล่านถูกแทนที่ด้วยความร่วมมือที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ รินรดาหยิบตลับนั้นขึ้นมามองด้วยมือที่สั่นเทา เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การไขปริศนา แต่มันคือการก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งระหว่างความปลอดภัยกับหายนะ
"ถ้าเราเปิดกล่องนี้ เราจะไม่มีวันย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก" รินรดาเงยหน้าขึ้นมองธันวา แววตาของเธอเปลี่ยนจากความอ่อนแอเป็นความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม "คุณพร้อมจะยอมรับผลที่ตามมาแล้วใช่ไหม?"
ธันวายิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ดูผ่อนคลายกว่าทุกครั้งที่เธอเคยเห็น "ผมทิ้งชีวิตปกติไปตั้งแต่วันที่ได้พบคุณแล้วล่ะครับ"
เขายื่นมือมาข้างหน้า รินรดาวางมือของเธอลงบนมือของเขาโดยปราศจากความลังเล ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ จากเบื้องบนก็ดังขึ้น... จังหวะการเคาะที่หนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ไม่ใช่การมาเยือนของคนธรรมดา แต่เป็นการมาเยือนของใครบางคนที่พวกเขารู้จักดีเกินกว่าจะนึกถึง
ธันวาเบิกตากว้าง สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีที่ได้ยินเสียงกระซิบที่ลอดผ่านรอยแตกของประตูเข้ามา
"ออกมาเถอะ... เจ้าของรอยจารึกที่แท้จริงกลับมาทวงของที่ระลึกแล้ว"
รินรดาถึงกับชะงักเมื่อจำเสียงนั้นได้ เสียงของคนที่เธอคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน... พ่อของเธอเอง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมนมาถึงจุดนี้ไปกับไวโอเล็ตการ์เด้นนะคะ
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 30
มิตรภาพท่ามกลางความมืด
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!