"คุณ... พ่อจริงๆ ใช่ไหมคะ?"
คำถามนั้นหลุดออกมาแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของใบไม้ที่กำลังจะร่วงหล่น รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องทำงานที่มืดสลัว แสงจากไฟถนนที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านอาบไล้ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนในเงามืดนั้นให้ดูบิดเบี้ยวผิดรูป เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับค่อยๆ หมุนเก้าอี้หนังกลับมาหาเธอ จังหวะที่มันลั่นเอี๊ยดอ๊าดบาดลึกเข้าไปในความเงียบงัน
ธันวาที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอขยับตัวเล็กน้อย มือของเขาเอื้อมมาแตะไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงเตือน แต่น้ำหนักมือที่สั่นเทาของเขาก็ฟ้องว่าเขากำลังเผชิญกับพายุในใจไม่ต่างกัน
"สิบปีที่แล้ว... ทะเลตรงนั้นมันหนาวเย็นมากนะ ริน" ชายคนนั้นเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่า ทว่ามีความกดดันบางอย่างซ่อนอยู่ในกระแสเสียงนั้น "แกคิดว่าความตายจะพรากพ่อไปจากความผิดบาปของตระกูลเราได้จริงๆ หรือ?"
รินรดาเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว ดวงตาของเธอจดจ้องไปยังรอยแผลเป็นเล็กๆ บริเวณสันกรามของชายตรงหน้า—รอยแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุตอนที่เธอยังเป็นเด็กเล็กๆ และเป็นเธอเองที่เป็นคนวิ่งไปหยิบยามาทำแผลให้เขาด้วยน้ำตานองหน้า หลักฐานทางกายภาพที่เด่นชัดจนความหวังและความสิ้นหวังตีรวนกันจนปั่นป่วน
"คุณยังไม่ตาย แต่คุณปล่อยให้ฉันจมอยู่กับความรู้สึกผิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณต้องจากไป... ทำไมคะ?" รินรดาถาม มือไม้ของเธอสั่นเทา เธอคว้าเอกสารในแฟ้มสีดำที่เตรียมมาวางกระแทกบนโต๊ะ เสียงกระดาษปะทะไม้ดังลั่น—มันคือหลักฐานการโอนเงินผิดปกติและการปลอมแปลงชื่อในพินัยกรรมที่ธันวาใช้เวลาสืบเสมือนพลิกแผ่นดินหามา "นี่คืออะไร? คุณทำทุกอย่างนี้เพื่ออะไรกันแน่?"
ชายตรงหน้าก้มลงมองแฟ้มเอกสารนั้น มุมปากของเขาขยับคล้ายจะยิ้ม ทว่าแววตาที่จ้องมองเธอกลับว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าสะพรึงกลัว เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทอดทับลงบนตัวเธอราวกับจะกลืนกิน
"เพื่ออะไรน่ะหรือ?" เขาหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นของคนเป็นพ่อ "ริน... โลกใบนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักอย่างที่แกพร่ำบอกหรอกนะ แต่มันขับเคลื่อนด้วยอำนาจ และคนที่จะถือครองมันได้ ต้องเป็นคนที่ไม่มีหัวใจคอยฉุดรั้งไว้เท่านั้น"
"คุณไม่ใช่พ่อของฉัน..." รินรดาถอยหลังกรูด น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลรินลงมาอาบแก้ม "พ่อของฉันไม่มีทางพูดจาแบบนี้ พ่อของฉันอ่อนโยนและรักฉันมากกว่าสิ่งใด!"
"งั้นแกก็คงลืมไปแล้วว่าคนแบบไหนกันที่สามารถอยู่รอดในธุรกิจที่เต็มไปด้วยคราบเลือดอย่างตระกูลเราได้" เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงคืบ กลิ่นยาสูบจางๆ ที่คุ้นเคยแต่น่ารังเกียจโชยเข้าจมูกรินรดา "หน้ากากที่ฉันใส่มาตลอดสิบปี... มันเริ่มหนักเกินไปแล้ว รินดา และเมื่อมันพังทลายลง คนที่จะต้องตายไม่ได้มีแค่ฉัน แต่มันรวมถึงแกด้วย!"
ธันวากระชากแขนรินรดาให้มาอยู่ข้างหลังเขาในวินาทีที่ชายตรงหน้าพุ่งมือเข้าใส่ มือของธันวาคว้าข้อมือชายคนนั้นไว้แน่น ทั้งคู่ยื้อยุดกันด้วยแรงโทสะที่ต่างฝ่ายต่างสะสมมานาน เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ดังประสานกับเสียงฝนที่เริ่มเทกระหน่ำลงมาภายนอก
"ถอยไป ธันวา!" เสียงคำรามของชายคนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดที่ไร้การควบคุม "แกคิดว่าแกจะปกป้องเธอได้งั้นหรือ? แกมันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ฉันวางไว้เพื่อดูว่าแม่ลูกคู่นี้จะจัดการกับความลับที่ฉันทิ้งไว้ยังไง!"
รินรดานิ่งงัน หัวใจราวกับถูกมีดกรีดจนทะลุ ความจริงที่ว่าธันวาอาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมนี้ตั้งแต่วันแรกที่เขาปรากฏตัวในชีวิตของเธอเริ่มฉายชัดขึ้นเป็นฉากๆ ความไว้ใจที่เธอเคยมีให้เขาดูเหมือนจะกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง
"ริน... อย่าฟังเขา" ธันวากระซิบข้างหูเธอ เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความเจ็บปวด "เรื่องทั้งหมดนี้... ฉันจะอธิบายให้ฟังเอง แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้!"
"อธิบายงั้นหรือ?" ชายตรงหน้าแค่นยิ้มก่อนจะคว้าวัตถุบางอย่างออกมาจากใต้โต๊ะ—มันคือปืนกระบอกเล็กที่สะท้อนแสงไฟจนวาววับ "สายเกินไปแล้วล่ะ ทั้งแกและนังลูกอกตัญญูคนนี้... วันนี้แหละที่ทุกอย่างจะต้องจบลงในกองเพลิงที่ฉันเตรียมไว้"
ชายคนนั้นกดปุ่มรีโมทที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะเพียงครั้งเดียว เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังระงมไปทั่วคฤหาสน์ กลิ่นน้ำมันเบนซินเริ่มโชยมาตามช่องลมพร้อมกับความร้อนที่ระอุขึ้นผิดปกติ
"แกคิดว่าฉันจะยอมตายคนเดียวหรือ?" ชายคนนั้นหัวเราะอย่างคนเสียสติ ในขณะที่เปลวเพลิงเริ่มเลียเลียขอบพรมบริเวณประตูทางออก
รินรดามองปืนในมือพ่อที่เคยรักด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความโกรธแค้นและความเจ็บปวดถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง ในจังหวะที่ชายคนนั้นกำลังจะลั่นไก กระจกหน้าต่างห้องทำงานก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับร่างของชายชุดดำสามคนที่พุ่งเข้ามา... ไม่ใช่เพื่อช่วยเธอ แต่เพื่อกำจัดพยานทุกคนที่อยู่ในห้องนี้
หนึ่งในนั้นชี้ปลายกระบอกปืนมาที่ธันวา ส่วนอีกคนพุ่งตรงมาทางรินรดา ทว่าในวินาทีที่วิกฤตที่สุด ธันวากลับตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาผลักรินรดาออกไปทางช่องลับหลังตู้หนังสือ ก่อนที่ตัวเขาเองจะกระโจนเข้าใส่ชายชุดดำคนนั้นเพื่อเปิดทางหนีให้เธอ
"ริน! วิ่งไป! อย่าหันกลับมา!"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เธอได้ยินก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นซ้อนทับกันหลายนัด ร่างของธันวาทรุดลงจมกองเลือด ขณะที่รินรดาที่กำลังถอยหนีเข้าไปในความมืดของอุโมงค์ลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นเงาของใครบางคนก้าวออกมาจากมุมมืดลึกเข้าไปในอุโมงค์... คนที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นแม่ของเธอเองที่ควรจะตายไปตั้งแต่สิบปีก่อน พร้อมกับมีดสั้นในมือที่เปื้อนคราบเลือดใหม่ๆ
"แม่...?" รินรดาครางชื่อนั้นออกมาด้วยความหวาดกลัวที่สั่นประสาทที่สุดในชีวิต
หญิงวัยกลางคนคนนั้นยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน... เป็นยิ้มที่ทำให้รินรดารู้สึกว่านรกที่เธอกำลังเผชิญอยู่ ยังไม่ใช่จุดจบของความโหดร้ายทั้งหมดในค่ำคืนนี้
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางที่แสนเจ็บปวดนี้ไปพร้อมกับไวโอเล็ตการ์เด้นนะคะ
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 31
การล่มสลายของหน้ากาก
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!