กลิ่นคาวสนิมเหล็กและเศษดินปืนคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝนแรกของฤดูกาล รินรดายังจำสัมผัสอุ่นร้อนของหยดเลือดที่กระเซ็นต้องแก้มขาวได้แม่นยำ ขณะที่เสียงคำรามต่ำในลำคอของธันวายังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ร่างสูงใหญ่ของเขาโถมเข้าปกป้องเธอไว้ใต้ร่าง แผ่นหลังกว้างแนบชิดกับพื้นไม้สักที่เย็นเยียบ พร้อมกับเสียงปืนนัดสุดท้ายที่เจาะทะลุกรอบหน้าต่างออกไปฝังลงในตู้หนังสือโบราณจนเศษไม้แตกกระจาย
"อย่าเงยหน้าขึ้นมานะคะ..." เสียงกระซิบของธันวาแหบพร่าและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยตามกรอบหน้า
ในความโกลาหลนั้น รินรดากลับไม่ได้ยินเสียงหวาดกลัวของตัวเอง หัวใจของเธอกลับเต้นเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่เป็นความตระหนักรู้บางอย่างที่ส Aะสมมาเนิ่นนาน—ความตายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการมีชีวิตอยู่โดยไร้ซึ่งจิตวิญญาณ และเงาดำที่พังกระจกเข้ามาเมื่อครู่ ก็เป็นเพียงสัญลักษณ์สุดท้ายของอดีตอันบิดเบี้ยวที่ตามมาหลอกหลอนไม่เลิกรา
ธันวาผละตัวลุกขึ้นอย่างระแวดระวัง ปลายกระบอกปืนในมือเขายังคงมีควันสีเทาจางๆ ลอยกรุ่น เขากวาดสายตาดุจเหยี่ยวไปทั่วความมืดสลัวของห้องโถง ก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้น
"พวกมันหนีไปแล้ว..." ธันวาเอ่ยเสียงเครียด พร้อมกับยื่นมือหนามาตรงหน้าเธอ "แต่ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้วครับ... ริน คุณต้องไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้"
รินรดาปัดมือคู่นั้นออกเบาๆ ไม่ใช่ด้วยความรังเกียจ แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างภายในใจของเธอได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอลุกขึ้นยืนด้วยสองขาของตัวเอง แม้เรียวขาจะยังสั่นเทาเล็กน้อย เธอมองหน้าชายหนุ่มผู้กุมความลับทั้งหมดไว้ ดวงตากลมโตคู่นั้นนิ่งสงบจนน่าใจหาย ราวกับพายุร้ายได้สงบลงเหลือเพียงผิวน้ำอันราบเรียบ
"ฉันจะไม่หนีอีกแล้วค่ะ ธันวา" เธอกล่าว น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลังอย่างประหลาด "และคุณเอง... ก็ควรหยุดวิ่งหนีเงาของตัวเองเสียที"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ธันวาชะงักไปครู่ใหญ่ แววตาคมกริบไหววูบคล้ายคนกำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคิดว่าเขาคือนักล่า ผู้ปกป้อง และผู้กุมชะตากรรมของหญิงสาวผู้นี้ แต่ในวินาทีนี้ สายตาสงบนิ่งของรินรดากลับทำให้เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กๆ ที่หลงทางอยู่ในความมืด
รินรดาเดินผ่านร่างของเขาไปอย่างไร้ความลังเล ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าก้าวเหยียบย่ำลงบนเศษกระจกที่แหลมคม แม้ความเจ็บปวดจะแปล๊บขึ้นมาที่ฝ่าเท้าจนเลือดสีสดซึมเปื้อนพื้นไม้ แต่เธอกลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ ความเจ็บปวดทางกายนี้ช่างเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจที่เธอแบกรับไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เธอมุ่งหน้าไปยังห้องเล็กๆ ด้านหลังบ้าน—ห้องที่ปิดตายมาตลอดนับตั้งแต่วันที่คนรักเก่าของเธอจากไปอย่างไร้วันกลับ
มือเรียวผลักบานประตูไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงฟุ้งกระจายต้องแสงไฟสลัวจากภายนอก ภายในห้องนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากวันแรก หนังสือพิมพ์เก่าๆ เสื้อผ้าที่ยังคงแขวนอยู่บนราว และกล่องไม้สนสีเข้มที่วางอยู่กลางห้อง บนฝาปิดกล่องมีกรอบรูปไม้เก่าๆ ตั้งอยู่ ภาพถ่ายของชายหนุ่มรอยยิ้มอบอุ่น ดวงตาคู่นั้นมองตรงมายังเธอด้วยความรักความอาลัย—ภาพของอดีตที่เธอใช้เป็นโซ่ตรวนล่ามตัวเองไว้ไม่ยอมก้าวไปไหน
รินรดานั่งลงคุกเข่าเบื้องหน้ากล่องไม้นั้น มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปสัมผัสกรอบรูปแผ่วเบา หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้มานานค่อยๆ เอ่อล้นและรินไหลอาบแก้มเงียบๆ ไร้เสียงสะอื้น
"ฉันเหนื่อยเหลือเกินค่ะ..." เธอพึมพำกับความว่างเปล่า เสียงของเธอนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความร้าวรานที่ได้รับการเยียวยา "ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันคิดว่าถ้าฉันเจ็บปวดให้มากพอ ถ้าฉันโทษตัวเองให้หนักพอ คุณจะกลับมา... หรืออย่างน้อย ฉันก็จะได้ชดใช้ให้สมกับความผิดพลาดในคืนนั้น"
ธันวาเดินตามเข้ามาเงียบๆ เขายืนพิงกรอบประตู มองภาพหญิงสาวผู้บอบบางที่กำลังปลดเปลื้องโซ่ตรวนแห่งความรู้สึกผิดออกจากวิญญาณทีละน้อย ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นในอก เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เพราะเขาก็เคยเป็นเช่นเดียวกัน—ติดอยู่ในวังวนของอดีตที่ไม่มีวันแก้ไขได้
"แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วนะคะ..." รินรดาหันมามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลัง แววตาของเธอสว่างไสวขึ้นท่ามกลางความมืดมิด "ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การกักขังอีกฝ่ายไว้ในความทรงจำอันเจ็บปวด... แต่คือการปล่อยให้เขาเป็นอิสระ และอนุญาตให้ตัวเองได้มีชีวิตอยู่ต่อไป"
เธอหยิบกล่องไม้สนนั้นขึ้นมาด้วยสองมือ เปิดฝาออกเผยให้เห็นจดหมายรักนับร้อยฉบับ ดอกไม้แห้งกรอบ และแหวนเงินเกลี้ยงวงหนึ่งที่เคยสวมอยู่บนนิ้วนาง
รินรดาลุกขึ้นยืนเดินไปยังเตาผิงเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมานาน เธอวางกล่องไม้สนนั้นลงบนกองฟืนแห้งที่เธอจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ราวกับสัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่อดีตจะมีอำนาจเหนือเธอ
เธอกดแช็คไฟในมือให้เกิดประกายไฟสีส้มวาบขึ้น ก่อนจะปล่อยมันตกลงบนกองฟืน
เปลวไฟสีส้มแดงลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว กลืนกินกระดาษจดหมายเก่าๆ และความทรงจำทั้งหมดให้กลายเป็นเถ้าถ่าน กลิ่นควันจางๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง รินรดายืนมองแสงไฟสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่งามที่บัดนี้ไร้ซึ่งความเศร้าสร้อยอีกต่อไป เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอรู้สึกว่าลมหายใจของเธอลึกซึ้งและเป็นอิสระอย่างแท้จริง
ธันวาก้าวเข้ามาใกล้ เธอรับรู้ถึงอณูความอบอุ่นจากร่างกายของเขาที่แผ่ซ่านเข้ามาใกล้ ร่างสูงโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของเธอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน
"ริน... ถ้าอดีตถูกฝังกลบไปแล้ว... แล้วอนาคตล่ะครับ? เราจะเริ่มต้นมันใหม่ด้วยกันได้ไหม"
รินรดาหันกลับมาสบตาเขา รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่ธันวาเคยเห็นมาในชีวิต เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบเพื่อเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต—
ทว่า... เสียงปรบมือดังช้าๆ สามครั้งก็ดังขึ้นจากความมืดมิดบริเวณระเบียงด้านนอกทะลุกรอบหน้าต่างที่แตกละเอียด!
"ช่างเป็นฉากจบที่งดงามเสียจริง..." เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยอย่างน่ากลัวเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มของชายผู้กุมชะตากรรมที่แท้จริงของตระกูลก้าวเข้ามาเหยียบย่ำเศษกระจก "แต่เธอลืมไปแล้วหรือโฉมงาม... ว่าหนี้ชีวิตที่เธอกับพ่อของเธอติดไว้... ยังไม่เคยถูกชดใช้จนหมดเลยสักนิดเดียว!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ
**ไวโอเล็ตการ์เด้น**
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 42
การฝังกลบอดีต
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!