กล่องไม้สนสีเข้มถูกปิดฝาลงด้วยเสียงทึบหนักหน่วง เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของห้องทำงานที่เคยเต็มไปด้วยเศษซากแห่งความทรงจำอันเจ็บปวด รินรดายืนมองรอยประทับบนโต๊ะไม้ที่เคยมีกรอบรูปคว่ำหน้าอยู่ ตอนนี้มันว่างเปล่า เช่นเดียวกับพื้นที่ในอกของเธอที่หลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งอดีตเสียที
"แน่ใจแล้วเหรอคะ... ว่าเราจะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังจริงๆ"
เสียงของเธอแผ่วเบา เจือความลังเลที่ยังหลงเหลือเป็นเศษเสี้ยว แต่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวเช่นในวันวาน รินรดากำชายเสื้อโค้ทของตัวเองแน่น ขณะเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนพิงกรอบหน้าต่าง
ธันวาไม่ได้หันกลับมาทันที เขายังคงมองทัศนียภาพเบื้องล่างผ่านกระจกใสที่สะท้อนเงาของท้องฟ้ายามสาย ไหล่กว้างที่เคยแบกรับความลับและภาระอันหนักอึ้งดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แผ่นหลังนั้นไม่ได้ดูโดดเดี่ยวอีกต่อไป ตั้งแต่วินาทีที่เขาเลือกจะหันหลังให้พันธะสัญญาเลือดของตระกูล
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมา ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววแน่วแน่จนน่าใจหาย เขาสSDeก้าวเข้ามาช้าๆ ระยะห่างระหว่างกันถูกลดทอนลงเหลือเพียงลมหายใจ ธันวาเอื้อมมือมาสัมผัสปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของหญิงสาว ค่อยๆ คลายกำปั้นที่เกร็งแน่นของเธอออกทีละนิ้วอย่างอ่อนโยน
"อดีตไม่ใช่สิ่งที่เราต้องแบกไว้บนบ่าอีกต่อไปแล้วครับ... ริน" ธันวาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้คำเรียกติดปาก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางเบที่มุมปาก "อภัยให้ตัวเองเสียทีเถอะนะ... สำหรับเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา"
คำพูดนั้นราวกับกุญแจดอกสุดท้ายที่ไขประตูห้องขังในใจรินรดา หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่มันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความเสียใจหรือความเจ็บปวด มันคือหยาดน้ำค้างยามเช้าที่กำลังระเหยหายไปภายใต้แสงอุ่นแห่งการเริ่มต้นใหม่ เธอยิ้มออกมาได้—เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดในรอบหลายปี
"ค่ะ... ฉันพร้อมแล้ว"
การเดินทางครั้งใหม่ไม่ได้หมายถึงการหนีหาย แต่เป็นการเดินเคียงข้างไปสู่อนาคตที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ธันวากุมมือเธอไว้แน่น สัมผัสอุ่นซ่านที่ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือคือคำยืนยันว่า ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะโรยด้วยขวากหนามหรือกลีบกุหลาบ พวกเขาจะไม่ปล่อยมือกันอีกแล้ว
กระเป๋าเดินทางสองใบถูกลากออกไปพ้นธรณีประตู เสียงล้อกระเป๋าบดไปกับพื้นทางเดินดังเอี๊ยดอ๊าดสะท้อนก้องในโถงทางเดินว่างเปล่า รถคันหนึ่งจอดรออยู่เบื้องล่าง เครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามเบาๆ ราวกับเร่งเร้าให้พวกเขาออกเดินทางสู่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีอดีตคอยตามหลอกหลอน และไม่มีเงาของความลับใดๆ ให้ต้องหวาดระแวง
ทว่า... ในวินาทีที่ธันวากำลังจะเอื้อมมือเปิดประตูรถ ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของอดีตมือทำงานก็ทำให้เขาสะดุดกึก
เสียงฝีเท้าคู่หนึ่ง... ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงและเงียบเชียบ ผิดวิสัยผู้คนทั่วไปในย่านนี้
ธันวาชักมือกลับ ดึงรินรดาให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเองโดยสัญชาตญาณ สายตาคมกวาดมองไปรอบลานจอดรถที่ควรจะไร้ผู้คน ท่ามกลางหมอกจางๆ ที่ลอยต่ำ ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มของใครบางคนก้าวออกมาจากเสาปูนซีเมนต์ เงาร่างทอดยาวทาบทับลงบนพื้นถนนเบื้องหน้า
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกที่เพิ่งจางหายไปกลับพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง มือเรียวควชายเสื้อของธันวาไว้แน่น
"นึกว่าจะหนีฉันพ้นเสียอีกนะ... ธันวา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของชายแปลกหน้าผู้ก้าวออกมาจากความมืด ดวงตาคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่พวกเขา เต็มไปด้วยประกายแห่งความตายและคำสั่งเด็ดขาดที่ไม่มีวันปฏิเสธได้ "นายใหญ่ฝากบอกว่า... คนทรยศ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกทางเดินของตัวเอง"
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 43
การเดินทางครั้งใหม่
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!