“ธันวา! อย่า!”
เสียงกรีดร้องของรินรดาดังแว่วผ่านม่านอากาศที่บิดเบี้ยว ร่างของเธอร่วงหล่นจากความสูงของชั้นสองลงสู่พื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้าง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วไขสันหลังเหมือนเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทง แต่ทว่าสิ่งที่ทรมานหัวใจยิ่งกว่าคือเสียงปืนนัดนั้นที่ยังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงปืนที่หมายเอาชีวิต... แต่มันคือเสียงปืนที่ปิดฉากทุกคำลวงหลอกที่เธอยึดถือมาตลอดชีวิต
รินรดาพยุงร่างอันสั่นเทาขึ้นจากพื้น ดวงตาพร่ามัวมองไปที่หน้าต่างบานที่แตกกระจาย เบื้องบนนั้น... ท่ามกลางความมืดมิดและเศษกระจกที่สะท้อนแสงจันทร์ เธอเห็นเงาร่างของธันวายืนนิ่งราวกับรูปปั้นที่แตกสลาย เขาไม่ได้กระโดดตามลงมา แต่เขากำลังมองลงมาด้วยสายตาที่เธอนิยามไม่ได้ มันไม่ใช่ความโกรธแค้น ไม่ใช่ความอาลัย แต่มันคือสายตาของคนที่เพิ่งปลดพันธนาการสุดท้ายออกไปจากอก
เช้าวันต่อมา ห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อัดอั้นจนแทบขาดใจ ผู้คนนับร้อยในห้องนั้นต่างกลั้นหายใจขณะที่รินรดาเดินก้าวเข้าไปด้วยชุดสีขาวสะอาดตา ตัดกับรอยฟกช้ำที่ปรากฏบนลำคอและข้อมือ เธอเดินผ่านสายตาที่จ้องมองมาอย่างหิวกระหายข้อมูล... ข้อมูลที่เธอเก็บงำมานานเกินไป
“พยานพร้อมไหมคะ?” เสียงผู้พิพากษาดังกังวาน แทรกผ่านความเงียบงันที่กดทับ
รินรดาสูดลมหายใจลึก กลิ่นอายของกระดาษเอกสารและกลิ่นฝุ่นจางๆ ในห้องพิจารณาคดีทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ เธอหันไปมองฝั่งจำเลย ที่นั่น... ธันวานั่งอยู่อย่างสงบ มือที่ถูกพันธนาการด้วยกุญแจเหล็กวางนิ่งอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ทว่าเมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกัน รินรดาเห็นบางอย่างที่สั่นไหวในดวงตาคู่นั้น มันคือคำขอโทษที่ไม่ได้เอ่ยออกมา และคำบอกลาที่รุนแรงเกินกว่าใครจะรับไหว
“พร้อมค่ะ” เธอตอบ เสียงของเธอมั่นคงกว่าที่คิดไว้ แม้ในใจจะแหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญถูกวางลงบนโต๊ะพยาน มันคือแฟ้มประวัติที่ระบุเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน วันที่หยาดน้ำค้างไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสดชื่น แต่เป็นเลือดที่หยดลงบนพื้นดินในคืนที่รินรดาสูญเสียครอบครัวไป ความเงียบในห้องเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทนายฝ่ายตรงข้ามเริ่มตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน
“คุณรินรดา คุณกำลังจะบอกว่า... ผู้ชายคนที่คุณเรียกว่าคู่คิด คือคนที่ถือปืนกระบอกนั้นในคืนวันเกิดเหตุหรือคะ?”
รินรดามองไปที่ธันวาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้หลบตา เขากลับพยักหน้าเล็กน้อยราวกับจะบอกให้เธอ ‘พูดออกไป’
“ไม่ใช่แค่เขาค่ะ” รินรดาเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว “เขาคือคนที่พยายามปกป้องร่องรอยเหล่านั้นไม่ให้ถูกทำลาย... ปกป้องความจริงที่ตระกูลของพวกเราทุกคนในที่นี้ร่วมกันปิดตายไว้!”
ความโกลาหลบังเกิดขึ้นทันที เสียงซุบซิบดังระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ผู้พิพากษาต้องเคาะค้อนรัวเพื่อเรียกสมาธิ แต่รินรดาไม่ได้สนใจแล้ว เธอหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมา—ภาพที่แสดงให้เห็นถึงตราสัญลักษณ์ของมูลนิธิที่ตั้งอยู่เบื้องหลังการทุจริตทั้งหมด มันเป็นตราเดียวกับที่ประทับอยู่บนหัวจดหมายของสำนักงานกฎหมายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ
“ความจริงไม่ใช่หยาดน้ำค้างที่ระเหยหายไปเมื่อโดนแสงแดดนะคะ” รินรดาประกาศก้องต่อหน้าบัลลังก์ สายตาของเธอหันไปจ้องมองชายสูงวัยในชุดสูทราคาแพงที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดของห้องพิจารณาคดี “ความจริงมันคือจารึก... จารึกที่ถูกเขียนขึ้นด้วยเลือดของพวกเราทุกคนที่ถูกพวกคุณเหยียบย่ำ!”
ธันวาลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน เสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังกังวานไปทั่วห้อง เขาไม่ได้พยายามหนี แต่เขากำลังมองไปยังจุดหนึ่งที่ด้านหลังห้อง—จุดที่รินรดาไม่ได้สังเกตเห็นตั้งแต่แรก
ผู้หญิงคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืด ร่างของเธอสวมชุดดำสนิทและปิดบังใบหน้าด้วยหมวกปีกกว้าง เธอเดินตรงมายังกลางห้องโถง ท่ามกลางเสียงฮือฮาที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เธอยกมือขึ้นปลดหมวกออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้หัวใจของรินรดาแทบหยุดเต้น
นั่นไม่ใช่คนแปลกหน้า... แต่เป็นคนคนเดียวกันกับที่รินรดาเชื่อว่า ‘ตาย’ ไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
“แม่...” รินรดาพึมพำ เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบหายไปในอากาศ
หญิงสาวในชุดดำหยุดเดิน เธอยิ้มให้รินรดาด้วยสายตาที่เย็นเยียบเกินกว่าจะเรียกว่าแม่ ก่อนจะหยิบเอกสารสีแดงฉานขึ้นมาแล้ววางลงบนโต๊ะผู้พิพากษา “ดิฉันมีหลักฐานที่จะบอกว่า... ในห้องนี้ไม่มีใครบริสุทธิ์เลยสักคน”
เธอมองมาที่ธันวาแล้วหัวเราะเบาๆ “รวมถึงแกด้วยนะ... ลูกชายที่น่าสงสารของฉัน”
ความจริงที่ถูกเปิดเผยไม่ได้จบเพียงแค่การสารภาพ แต่มันเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อ ‘ผู้บงการที่แท้จริง’ ปรากฏตัวพร้อมกับสิ่งที่ทำลายอนาคตของทุกคนที่เกี่ยวข้อง รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้งเมื่อความจริงข้อสุดท้ายถูกกระชากออกมาจากปากของหญิงสาวที่เธอเรียกว่าแม่... เรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของความแค้น แต่มันคือแผนการสมคบคิดที่ถูกเขียนบทมาอย่างยาวนาน โดยมีรินรดาเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ บนกระดานที่ถูกหลอกใช้มาตลอดชีวิต
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและแสงสว่างในตอนที่ 35 ไปกับไวโอเล็ตการ์เด้นนะคะ
ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า•ตอนที่ 35
ความจริงที่ถูกฉีกกระชาก
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ความลับในแปลงดอกไวโอเล็ต: บันทึกรักบานยามเช้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!