กุนซือสาวแห่งยุคเจ็ดสิบ กับนายพลผู้กุมทัพเหล็ก•ตอนที่ 4

พลิกสถานการณ์ด้วยปัญญา

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
"ป้ายประกาศสีแดงติดทับลงบนกำแพงปูนซีเมนต์เก่าคร่ำคร่า ส่งกลิ่นฉุนกึกของกาวแป้งเปียกที่ยังไม่ทันแห้งสนิท ใบหน้าบึ้งตึงของผู้พันหวังสะท้อนอยู่ในแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมหนาเตอะ ขณะที่นิ้วหยาบกร้านเคาะลงบนกระดาษแผ่นนั้นราวกับจะประกาศิตพิพากษาความตาย" "ตระกูลไป๋ฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติ ครอบครองสมบัติอันเป็นสิทธิ์ของรัฐ และซุกซ่อนแนวคิดนายทุนเก่าเพื่อบ่อนทำลายระเบียบสังคมใหม่! ข้าขอใช้อำนาจตามมาตราสิบสอง ยึดทรัพย์สินทั้งหมดและควบคุมตัวพวกเจ้าไว้เพื่อสอบสวน!" เสียงตวาดก้องของผู้พันหวังดังทะลุผ่านม่านฝุ่นของลานบ้านตระกูลไป๋ บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ชาวบ้านละแวกนั้นต่างแอบมองผ่านร่องประตูไม้ด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่หายใจแรง ไป๋ฮ่าวหลานกำหมัดแน่นจนเลנהจิกฝ่ามือ ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและคับแค้นใจ ทว่าก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้ก้าวออกไปปะทะ มือเรียวบางราวกับหยกสลักก็แตะลงบนบ่าของเขาเบา ๆ ไป๋จินเฟิงก้าวเท้าออกมาข้างหน้าด้วยจังหวะที่มั่นคงและสง่างาม ชุดผ้าฝ้ายสีหม่นที่สวมใส่ไม่อาจลดทอนรัศมีอันสูงส่งที่ติดตัวมาแต่ภวังค์เบื้องลึก ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาเยือกเย็น ดวงตาดำขลับลẫกซึ้งดึงดูดสายตาของผู้คนราวกับหลุมดำ นางไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ราวกับสถานการณ์คับขันตรงหน้าเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่นางเคยทอดพระเนตรมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน "ผู้พันหวังกล่าวหาว่าพวกเราครอบครองสมบัติอันเป็นสิทธิ์ของรัฐและเป็นนายทุนเก่า ช่างเป็นการกล่าวหาที่หนักหน่วงและขาดความรอบคอบยิ่งนัก" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าก้องกังวานเอ่ยขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ นางก้าวเดินเข้าไปใกล้เจ้าหน้าที่รัฐทีละก้าว การเคลื่อนไหวรา ings นางพญาหงส์เดินย่างก้าวบนลานหิมะ "ท่านใช้มาตราสิบสอง... ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าสนใจยิ่งนัก ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำว่า มาตราสิบสองแห่งกฎหมายบริหารกิจการท้องถิ่นฉบับปรับปรุงใหม่ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การยึดทรัพย์สินและควบคุมตัวพลเรือนจำเป็นต้องมีลายเซ็นอนุมัติจากคณะกรรมการกลางประจำมณฑล และต้องมีหมายค้นประทับตราสีชาด ไม่ใช่เพียงแค่ใบประกาศกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าที่พิมพ์ด้วยหมึกราคาถูกเช่นนี้" ผู้พันหวังชะงัก สีหน้าที่เคยลำพองใจแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกวูบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้แข็งกร้าวขึ้น "เจ้า... เจ้าเด็กเหลือขอ กล้าดียังไงมาอ้างกฎหมายกับข้า นี่คือเขตอำนาจของฉัน!" "เขตอำนาจของผู้พันไม่ได้เหนือกฎหมายของประเทศ" จินเฟิงกล่าวแทรกขึ้นทันควัน น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นและเฉียบคมดั่งใบมีดโกน นางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กปกหนังสีดำที่จดบันทึกข้อกฎหมายไว้อย่างเป็นระเบียบออกมาจากอกเสื้อ เปิดไปยังหน้าที่ทำ8เครื่องหมายไว้ด้วยกระดาษชิ้นเล็ก ๆ สายตาคมกริบมองตรงไปยังดวงตาหลังแว่นหนาเตอะของผู้พันหวัง "หากท่านฝ่าฝืนกระบวนการทางกฎหมายโดยไม่มีหมายอนุมัติจากส่วนกลาง สิ่งนี้ไม่เรียกว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เรียกว่า 'การใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชน' และตามประมวลกฎหมายอาญามาตราแปดสิบสี่ โทษของการใช้อำนาจโดยมิชอบคือการปลดออกจากตำแหน่งและเนรเทศไปใช้แรงงานที่เหมืองเกลือทางเหนือ... ท่านผู้พัน... เสื้อโค้ทตัวหนาของท่าน เหมาะกับอากาศหนาวเหน็บทางโน้นหรือไม่?" ความเงียบเข้าปกคลุมลานบ้านอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันอัดแน่นไปด้วยความกดดันที่พุ่งตรงไปยังผู้พันหวัง เหงื่อกาฬเม็ดโปรดผุดพรายขึ้นตามขมับของนายทหารผู้เคร่งครัด เขามองหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง สายตาของนางไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยความรู้เท่าทันและอำนาจบางอย่างที่กดทับให้เขาแทบหายใจไม่ออก ในขณะเดียวกัน ที่มุมมืดนอกรั้วบ้าน ม้าศึกสีดำสนิทหยุดนิ่งสนิท ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารระดับสูงยืนกอดอกพิงลำตัวม้า ดวงตาคมปลาวาฬหรี่มองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านความมืด หลี่จ้านยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายดุร้าย "สตรีผู้นี้... ช่างน่าสนใจเสียจริง สามารถสยบสุนัขรับใช้ของพวกGุวหยางได้ด้วยสมุดบันทึกเพียงเล่มเดียว" นายพลหนุ่มพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟัง ทางด้านผู้พันหวังที่เริ่มเพลี่ยงพล้ำ พยายามหาทางเอาตัวรอด เขาขบกรามแน่น "ถึงกระดาษแผ่นนี้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่พวกเจ้าก็ยังมีพฤติกรรมต้องสงสัย..." "สงสัยหรือ?" จินเฟิงก้าวเข้าไปประชิดอีกก้าว จนผู้พันหวังต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว นางเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาเปล่งประกายความเฉลียวฉลาด "ท่านผู้พันต้องการหลักฐานใช่หรือไม่? เชิญค้นได้ตามสบาย แต่หากท่านไม่พบสิ่งใดผิดกฎหมายในบ้านหลังนี้ ข้าพเจ้าจะส่งเรื่องร้องเรียนไปยังสำนักงานตรวจการแผ่นดินในวันพรุ่งนี้ทันที พร้อมกับพยานปากเอกคือนายบ้านและชาวบ้านอีกสิบกว่าชีวิตที่ยืนดูอยู่ ณ ที่นี้" คำพูดของนางทรงพลังดั่งค้อนเหล็กทุบลงกลางใจผู้พันหวัง เขารู้ดีว่าหากเรื่องนี้ถึงหูผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มีปัญหากับกลุ่มของเขาอยู่แล้วอนาคตทางการ M ทหารของตนคงดับวับลงในชั่วข้ามคืน ผู้พันหวังกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ สะบัดมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องถอยรอน "เก่งนักนะ... นังตัวดี! พวกเรา ถอนกำลัง!" สิ้นเสียงคำสั่ง เจ้าหน้าที่ทั้งหมดรีบดึงป้ายประกาศสีแดงออกแล้วกรูขึ้นรถบรรทุกขับออกไปจากตรอกบ้านตระกูลไป๋อย่างรีบเร่ง ทิ้งไว้เพียงความโล่งอกของคนในครอบครัว ไป๋ฮ่าวหลานทรุดตัวลงพิงกำแพงด้วยความหมดแรง ขณะที่จินเฟิงยังคงยืนนิ่งสงบ นางเก็บสมุดบันทึกเข้าอกเสื้ออย่างเรียบร้อย ทว่าในวินาทีที่นางหันหลังกลับเพื่อจะปลอบน้องชาย สายตากลับปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงม้าอยู่ตรงเงาไม้ใหญ่หน้าบ้าน หลี่จ้านก้าวพ้นความมืดออกมา แสงจันทร์สาดส่องลงบนอินทรธนูและเหรียญตราเกียรติยศบนอกเสื้อของเขา ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่นางราวกับเสือดาวที่พบเหยื่ออันโอชะ "คุณหนูไป๋... ฝีปากและสติปัญญาของท่าน เกินกว่าจะมาเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาเสียแล้ว" หลี่จ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ ก้าวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นอายสงครามจาง ๆ จากตัวเขา จินเฟิงไม่หลบสายตา นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏที่มุมปาก "ท่านนายพลหลี่... แอบดูละครฉากใหญ่จบแล้ว สนุกดีหรือไม่?" หลี่จ้านหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นสะท้อนอยู่ในความเงียบยามค่ำคืน ก่อนที่เขาจะโน้มตัวกระซิบข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของยอดกุนซือสาวกระตุกวูบไปชั่วขณะ "ละครสนุกมาก... แต่น่าเสียดายที่ตัวละครลับกำลังจะปรากฏตัวขึ้นในวันพรุ่งนี้ และความลับที่ท่านซ่อนไว้... กำลังจะถูกเปิดโปงโดยคนผู้เดียวกันกับที่ท่านพยายามหลบหนี" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมติดตามความเข้มข้นมาจนถึงตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวแห่งยุคเจ็ดสิบ กับนายพลผู้กุมทัพเหล็ก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%