กลิ่นอายดินชื้นและกลิ่นฟางข้าวผสมผสานกันอย่างเข้มข้นในยามที่รุ่งอรุณยังไม่ทันสาดส่องเต็มผืนนาขั้นบันไดของคอมมูนการเกษตรแห่งมณฑลทางเหนือ ไป๋จินเฟิงยืนนิ่งสงอยู่บนคันนายาว สายตาดุจเหยี่ยวทอดมองผืนดินแห้งแล้งตรงหน้าที่ถูกปล่อยให้รกร้างตามนโยบายจัดสรรทรัพยากรแบบรวมศูนย์ของทางการ ในมือของนางเวลานี้ไม่ได้ถือตำราแพทย์หรือเข็มเงินฝังเข็ม แต่กลับเป็นไม้บรรทัดไม้ไผ่ที่ใช้วัดระยะขุดร่องน้ำตามตำราพิชัยสงครามบท 'ค่ายกลแปดทิศ' ที่ถูกดัดแปลงมาใช้กับวิชาการเกษตรยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแนบเนียน
"พี่ใหญ่... ดินตรงนี้แห้งจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงแล้วนะครับ หากเราขุดคันคูน้ำตามแผนที่ท่านร่างขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าน้ำจากลำธารเบื้องล่างจะไหลขึ้นมาไม่ถึงแปลงปลูกชั้นบนสุด" ไป๋ฮ่าวหลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งเกรงกรงกึ่งกังวล เด็กหนุ่มปาดเหงื่อบนหน้าผากด้วยหลังมือ เสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ขาดวิ่นตามข้อศอกสะท้อนความยากจนข้นแค้นของครอบครัวในยุคเจ็ดสิบ แต่ดวงตากลับทอประกายความหวังทุกครั้งยามที่เหลือบมองพี่สาว
ไป๋จินเฟิงไม่ตอบทันที นางเพียงปรายตามองน้องชายด้วยแววตาเยือกเย็นดั่งสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ชุดผ้าฝ้ายสีหม่นที่นางสวมใส่แม้จะเรียบง่ายไร้ซึ่งเครื่องประดับหรูหราดั่งเช่นชาติภพก่อนที่เคยเป็นยอดกุนซือและหมอเทวดาในราชสำนัก ทว่ากิริยาท่าทางยามก้าวเดินและการสะบัดชายเสื้อกลับสง่างามราวกับพญาหงส์เดินอยู่บนยอดเขา ท่วงทีการวางหมากชีวิตครั้งนี้ นางไม่ได้เล่นเพื่อเอาชนะชาวบ้านซื่อบื้อในหมู่บ้าน แต่กำลังเดินหมากเพื่อตบหน้าผู้ตรวจการรัฐและผู้มีอำนาจเบื้องหลังที่จ้องจะฮุบที่ดินทำกินของตระกูลไป๋
"ฮ่าวหลาน... สงครามการเกษตรก็ไม่ต่างจากสงครามชิงเมือง" ไป๋จินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและทรงอำนาจจนเด็กหนุ่มต้องสะดุ้ง "เจ้าเห็นคูน้ำตรงนั้นหรือไม่? หากเราขุดตรงไปตรงมาตามคำสั่งของคอมมูน ดินจะพังทลายเมื่อฝนแรกมาเยือน แต่ถ້າเราใช้หลักการ 'กระจายกำลังโอบล้อม' ขุดร่องน้ำเป็นรูปวงแหวนซ้อนกันสามชั้น น้ำจะไม่เพียงแต่ซึมซาบหล่อเลี้ยงรากพืชได้อย่างทั่วถึง แต่ยังเป็นการสร้างแนวป้องกันความชื้นระเหยโดยธรรมชาติ จำไว้... ในยุคที่ข้า้าวกยากหมากแพง ผู้ที่กุมน้ำคือกุมชีวิต"
การกระทำอันเด็ดเดี่ยวของนางดึงดูดสายตาสอดรู้สอดเห็นของชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ไกลๆ เสียงซุบซิบนินทาดังเล็ดลอดมาตามลมหนาว บ้างก็ว่าบุตรสาวตระกูลไป๋เสียสติไปแล้วที่คิดแหกกฎการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม บ้างก็ว่านางเพียงแค่ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก่อนที่ครอบครัวจะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่า ทุกร่องคูที่จอบของไป๋ฮ่าวหลานขุดลงไปตามคำสั่งของพี่สาว คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่จะพลิกฟื้นตระกูลไป๋ให้ผงาดขึ้นเหนือความอยุติธรรมทั้งปวง
ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางเงาไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อโค้ทสีเขียวทหารเข้ารูปยืนนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีหมาดมองทุกการเคลื่อนไหวของหญิงสาวบนคันนาอย่างพิจารณา หลี่จ้าน นายพลหนุ่มผู้กุมอำนาจกองทัพภาคเหนือผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็น ดุร้าย และไร้ความปรานีต่อศัตรู บัดนี้กลับยืนนิ่งค้างราวกับถูกสะกดด้วยภาพเบื้องหน้า รอยยิ้มบางเบาแต่แฝงความร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก
"ท่านนายพลครับ... ผู้พันหวังจากส่วนกลางกำลังเดินทางมาถึงที่ทำการอำเภอแล้ว และดูเหมือนเขาจะพก 'รายงานลับ' เกี่ยวกับการครอบครองที่ดินของตระกูลไป๋มาด้วย ท่านจะให้ผมจัดการสกัดกั้นไว้เลยหรือไม่?" นายทหารคนสนิทก้าวเข้ามาโน้มตัวกระซิบรายงานด้วยเสียงอันแผ่วเบา
หลี่จ้านยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม สายตายังคงไม่ละไปจากร่างระหงของไป๋จินเฟิงที่กำลังก้มลงหยิบเมล็ดพันธุ์พืชขึ้นมาตรวจสอบความสมบูรณ์ ความงดงามที่แฝงไว้ด้วยมันสมองอันล้ำเลิศและท่าทีเย่อหยิ่งจองหองโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ทำให้หัวใจที่ด้านชาของนายพลหนุ่มเกิดระลอกคลื่นความสนใจขึ้นมาอย่างประหลาด
"ไม่ต้อง... ปล่อยให้ผู้พันหวังไปหาเรื่องนาง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เต็มไปด้วยความดุดันและอำนาจมืด "ข้าอยากรู้นักว่า ยอดกุนซือผู้พลิกแผ่นดินในตำนาน จะจัดการกับสุนัขรับใช้ของรัฐบาลชุดนี้อย่างไร... บนผืนนาที่กำลังจะกลายเป็นสนามรบของนาง"
ลมหนาวพัดโชยระลอกใหญ่พัดเอาฝุ่นดินกระจายตัว หลี่จ้านหันหลังกลับเตรียมก้าวขึ้นรถจípเพื่อไปรอชมละครฉากใหญ่ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงตะโกนโวยวายของผู้พันหวังก็ดังแว่วมาจากทางเข้าหมู่บ้าน พร้อมกับกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่เดินตรงดิ่งเข้ามายังแปลงนาของตระกูลไป๋อย่างคุกคาม
ไป๋จินเฟิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ นางปัดเศษดินออกจากฝ่ามือเรียวงามอย่างไม่รีบร้อน สายตาคู่คมกวาดมองผู้มาเยือนด้วยความเย้ยหยันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่ง ทันใดนั้นเอง ผู้พันหวังก็ชี้หน้าตะโกนเสียงดังลั่นท่ามกลางความเงียบของชาวบ้าน "ไป๋จินเฟิง! พวกเจ้าบังAอาจฝ่าฝืนคำสั่งคอมมูน ดัดแปลงผืนนาโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการทำลายทรัพย์สินส่วนรวม มีโทษต้องถูกจับกุมตัวไปสอบสวนทันที!"
บรรยากาศรอบกายพลันหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนเรียวปากของไป๋จินเฟิง นางก้าวเท้าช้าๆ ลงจากคันนา ตรงเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้พันหวังในระยะประชิด โดยไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐแม้แต่น้อย ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยปากตอกกลับด้วยวาจาเชือดเฉือน ชายหนุ่มในชุดทหารยศสูงผู้หนึ่งก็ก้าวแหวกกลุ่มเจ้าหน้าที่เข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังผู้พันหวังอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับรอยยิ้มอันตรายที่ส่งตรงมาถึงดวงตาของนาง
"เกรงว่า... ข้อหาที่ผู้พันหวังกำลังจะกล่าวหาบุตรสาวตระกูลไป๋ คงจะต้องพับเก็บไว้ก่อน" หลี่จ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับหยุดหายใจ "เพราะที่ดินแปลงนี้... บัดนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองพิเศษของกองทัพภาคเหนือ... ตามคำสั่งของข้าเอง"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เฉินเว่ยสายลุย" นะครับ
กุนซือสาวแห่งยุคเจ็ดสิบ กับนายพลผู้กุมทัพเหล็ก•ตอนที่ 5
กลยุทธ์แปลงโฉมผืนนา
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวแห่งยุคเจ็ดสิบ กับนายพลผู้กุมทัพเหล็ก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!