“คุณกำลังทำลายศิลปะ หรือแค่พยายามกลบเกลื่อนรสนิยมที่ย่ำแย่ของคุณกันแน่คะ คุณตะวัน”
น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคมราายใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัดของห้องจัดแสดงนิทรรศการชั้นบนสุด รินรดาไม่ได้ขยับตัวเข้าใกล้ แต่สายตาคู่คมที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมกำลังจดจ้องไปยังภาพวาดสีน้ำมันขนาดมหึมาตรงหน้า—ผลงานชิ้นเอกที่กำลังเป็นไวรัลไปทั่วโซเชียลมีเดียในชั่วโมงนี้ ทว่าในมุมมองของภัณฑารักษ์สาวผู้ยึดมั่นในระเบียบแบบแผน มันคือความยุ่งเหยิงที่ถูกละเลงด้วยอารมณ์ดิบเถื่อน ไร้ซึ่งความเคารพต่อพื้นที่ทางศิลปะ
ตะวัน ชะลอปลายพู่กันที่กำลังแต่งแต้มรอยเปื้อนสีแดงฉานลงบนมุมขวาของผ้าใบ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนลวกๆ ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผู้บุกรุก ดวงตาสองสีที่ซ่อนความพยศไว้เต็มเปี่ยมมองสำรวจรินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ชวนให้เลือดในกายคนมองเดือดพล่าน
“อ้าว นึกว่าใคร... ยัยคุณภัณฑารักษ์ผู้ดีแปดสาแหรกนี่เอง” ตะวันวางพู่กันลงบนถาดสีเสียงดังเคร้ง ไม่แยแสต่อสายตาดุๆ ที่ส่งมาให้แม้แต่น้อย “งานศิลปะมันไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ในกรอบน่าเบื่อๆ ของคุณหรอกนะคะคุณรินรดา มันมีชีวิต มันหายใจได้ และที่สำคัญ... มันขายได้ ไม่เหมือนกับสมองทึบๆ ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจำแนกหมวดหมู่จนลืมมองความงามที่แท้จริงหรอกค่ะ”
รินรดาขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นเส้นนูน ความรู้สึกกดดันจากประโยคของมินตราเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับเงาตามตัวที่คอยตอกย้ำว่าเธอยัง “ดีไม่พอ” ในสายตาของครอบครัว และตอนนี้ ยัยศิลปินหัวรั้นตรงหน้าก็กำลังเหยียบย่ำมาตรฐานเดียวที่เธอเหลือไว้เป็นเกราะคุ้ม The Perfect Curator
“ความงามที่แท้จริงเหรอคะ?” รินรดาก้าวเข้าไปประชิดทีละก้าว ส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวานที่สะท้อนความหงุดหงิดในใจ “สิ่งที่คุณทำอยู่เนี่ยนะคือความงาม? มันคือขยะอารมณ์ที่คุณระบายลงบนผืนผ้าใบเพื่อเรียกร้องความสนใจจากพวกไฮโซหัวอ่อนต่างหาก คุณไม่ได้ต่างอะไรจากเด็กมีปัญหาที่ไม่รู้จักโต!”
บรรยากาศรอบตัวเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสถิตพุ่งเข้าชนกันอย่างจัง ตะวันไม่ถอยหนย กลับก้าวสวนเข้าไปจนระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของสีน้ำมันและกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ลอยปะทะจมูกรินรดาจนเธอต้องผงะเล็กน้อยแต่ฝืนยืนหยัดด้วยความถือดี
ใกล้ชิดเสียจนรินรดารู้สึกได้ถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย ดวงตาคู่คมของตะวันพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเนียนที่กำลังขึ้นสีระเรื่อด้วยความโกรธ ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มเบาๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่จงใจยั่วประสาท
“เด็กมีปัญหาคนนี้... อาจจะทำให้คุณนอนไม่หลับไปทั้งคืนเลยก็ได้นะคะ คุณภัณฑารักษ์คนเก่ง”
รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะปฏิกิริยาแปลกประหลาดที่ร่างกายทรยศเธอ ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป รินรดารีบยกมือขึ้นดันลาดไหล่กว้างนั้นให้ออกห่าง ทว่าตะวันกลับคว้าข้อมือเรียวเอาไว้ได้ทัน แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงแต่หนักแน่นพอที่จะตรึงรินรดาให้อยู่กับที่
“ปล่อยนะคะ!” รินรดาตวาดเสียงต่ำ ดวงตาคู่สวยฉายแวววาวโรจน์ “อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”
“ทำไมล่ะคะ กลัวว่าความเย็นชาที่คุณสร้างเป็นกำแพงไว้ มันจะละลายหายไปเหรอ?” ตะวันหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่นั้นพาดประกายความซับซ้อนบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงรอยยิ้มของตะวันเมื่อครู่—รอยยิ้มที่เหมือนกับว่าเขารู้จักเธอดีกว่าที่เธอรู้จักตัวเอง “คุณกลัวอะไรกันแน่รินรดา... กลัวผลงานของฉัน หรือกลัวว่าลึกๆ แล้ว คุณอยากจะทำลายกฎเกณฑ์พวกนั้นเหมือนที่ฉันกำลังทำอยู่กันแน่?”
คำพูดนั้นราวกับลูกศรที่พุ่งปักเข้ากลางใจดำ รินรดาชะงักค้าง ปมในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบไว้ใต้ความสมบูรณ์แบบเริ่มสั่นคลอน ภาพของแม่ที่คอยชี้นำทางชีวิต ภาพของความคาดหวังที่บีบคั้นให้เธอต้องเป็นตุ๊กตาไขลาน ไหล่บางสั่นเทอะเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ตะวันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที แววตากวนประสาทเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งงดงามขึ้นมาวูบหนึ่ง นิ้วเรียวที่จับข้อมือเธออยู่คลายแรงลงอย่างแผ่วเบา ราวกับจะปลอบประโลมแต่ก็ยังคงความดื้อรั้นไว้ตามเดิม
“ถ้าคุณยังคิดจะเอามาตรฐานจอมปลอมพวกนั้นมาตัดสินงานของฉันล่ะก็...” ตะวันกระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากหยักลอยอยู่ห่างจากแก้มเนียนเพียงไม่กี่เซนติเมตร “เตรียมตัวรับมือกับความพินาศที่จะทำให้คุณลืมไม่ลงได้เลยค่ะ”
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่กำลังตึงเครียดจนแทบจะหลอมละลาย เสียงปรบมือช้าๆ และกวนประสาทก็ดังขึ้นจากทางประตูทางเข้าห้องจัดแสดง
*แปะ... แปะ... แปะ...*
“โอ้โห ช่างเป็นภาพบรรยากาศที่ ‘แนบชิด’ และน่าประทับใจเสียจริงนะคะ”
เสียงหวานหยดย้อยแต่เคลือบยาพิษดังขึ้นพร้อมกับร่างเพรียวบางของมินตราที่ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย รินรดารีบดึงมือตัวเองกลับจากพันธนาการของตะวันทันที หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความตกใจและอับอายที่ถูกจับภาพความใกล้ชิดเมื่อครู่ได้ มินตรากวาดตามองทั้งสองคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแผนการร้าย ก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบ
“หวังว่าภาพที่ฉันเพิ่งถ่ายเก็บไว้เมื่อกี้... จะอธิบายให้บอร์ดบริหารฟังได้นะจ๊ะ ว่าภัณฑารักษ์ผู้แสนเคร่งครัดของเรา กำลังแอบตกลงผลประโยชน์อะไรอยู่กับศิลปินนอกคอกคนนี้กันแน่”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ หวังว่าจะชอบตอนนี้นะคะ!
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด•ตอนที่ 2
สมรภูมิสีน้ำมัน
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!