“ถ้าคิดจะเข้ามาขัดจังหวะตอนนี้ อย่างน้อยก็ควรเคาะประตูก่อนนะคะ คุณประชาสัมพันธ์”
เสียงหวานใสที่เจือความหงุดหงิดระคนกระดากอายดังขึ้นในความเงียบงัน รินรดาแทบจะกลั้นหายใจตอนที่เธอต้องเบี่ยงสายตาออกจากดวงตาคมกลาบกริบของคนตรงหน้า เพื่อหันไปเผชิญหน้ากับพนักงานสาวที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงธรณีประตู
ระยะห่างระหว่างเธอกับตะวัน—ศิลปินตัวแสบที่เพิ่งสร้างเรื่องชวนหัวใจวายเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน—ยังคงใกล้ชิดจนเกินความจำเป็น ลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่ายยังเปรดปรายอยู่บริเวณซอกคอ ทิ้งสัมผัสวาบหวามที่ทำเอาผิวเนื้อบริเวณนั้นร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก รินรดาขยับถอยหลังอย่างทุลักทุเล จัดเสื้อสูทเข้ารูปให้เข้าที่เข้าทางด้วยมือสั่นเทาเล็กน้อย พยายามรักษาฟอร์มของภัณฑารักษ์ผู้เยือกเย็นและถือระเบียบเป็นสรณะให้ได้มากที่สุด แม้ว่าหัวใจข้างในอกจะเต้นโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกแล้วก็ตาม
“ขอ... ขอโทษค่ะคุณริน! คือว่า... ทางชั้นล่างมีเรื่องด่วนค่ะคุณมินตราจากแกลเลอรีคู่แข่งพาคนมาโวยวายที่ล็อบบี้ บอกว่างานประติมากรรมเซ็ตใหม่ของเรามีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์และการลอกเลียนแบบผลงานค่ะ!”
พนักงานสาวละล่ำละลักพูดออกมาด้วยความตื่นตระหนก สายตาก็ลอบมองเจ้านายสาวกับศิลปินหน- อ๊ะ ไม่ใช่... ศิลปินสาวมาดเท่ที่ยืนกอดอกพิงกำแพงด้วยท่าทีสบายๆ สลับกันไปมาอย่างทำตัวไม่ถูก
รินรดาขมวดคิ้วมุ่นทันที ความเกร็งขืนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะยานขึ้นมาถึงขีดสุด มินตราอีกแล้วสินะ ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยรู้จักคำว่า ‘เล่นตามกติกา’ เลยสักครั้งเดียว คิดจะใช้ลูกไม้สกปรกมาดิสเครดิตเธอก่อนวันเปิดนิทรรศการแค่สามวันงั้นหรือ ฝันไปเถอะค่ะ!
“จัดการยากหน่อยนะคะคุณภัณฑารักษ์สายฟาด ดูท่าทางว่า ‘คุณเพื่อนบ้าน’ ตัวดีของคุณจะไม่ยอมรามือซะแล้วล่ะ”
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่ดังขึ้นจากด้านหลัง รินรดาหันขวับไปค้อนใส่คนที่ยังลอยหน้าลอยตา ตะวันยักไหล่เบาๆ นัยน์ตาสีเข้มพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนาน ราวกับสถานการณ์วิกฤตเบื้องล่างเป็นเพียงเรื่องตลกคาเฟ่สำหรับเจ้าตัว
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณทำตัวมีพิรุธจนฉันต้องตามขึ้นมาเคลียร์ถึงสตูดิโอ ป่านนี้ฉันคงนั่งตรวจเช็กเอกสารสิทธิ์อยู่ในห้องทำงาน และคงไม่ต้องมาหงุดหงิดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ” รินรดากัดฟันกรอด ต่อว่าออกไปด้วยน้ำเสียงเฉียบคมสมกับเป็นมืออาชีพที่ควบคุมสถานการณ์ได้เสมอ
“โอ๊ะ โทษทีค่ะที่ทำให้คุณไขว้เข่ว... แต่ก็นั่นแหละ ใครใช้ให้คุณเดินเข้ามาในอาณาเขตของฉันด้วยท่าทางน่าแกล้งขนาดนั้นล่ะคะ” ตะวันก้าวเข้ามาประชิดตัวอีกครั้งด้วยความเร็วที่รินรดาไม่ทันตั้งตัว ปลายจ้วงโดนเส้นผมหอมกรุ่นของเธอนิดหน่อยขณะที่เจ้าตัวโน้มใบหน้าลงมา กระซิบด้วยน้ำเสียงกระเส่าชวนใจสั่น “เรื่องมินตราน่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง... ในฐานะเจ้าของผลงาน ฉันมีสิทธิ์ปกป้องสิทธิ์ของตัวเองมากกว่าคุณซะอีกนะ รินรดา”
น้ำเสียงจริงจังที่เจือความดุดันแบบฉบับของศิลปินผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ทำให้รินรดาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นสบกับนัยน์ตาคมกริบที่ไม่มีร่องรอยของความล้อเล่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย หัวใจที่เต้นรัวด้วยความโกรธเมื่อครู่ กลับถูกแทนที่ด้วยจังหวะการเต้นที่แปลกประหลาดจนควบคุมไม่ได้
ผู้หญิงคนนี้... เวลาจริงจังขึ้นมาก็มีเสน่ห์จนอันตรายชะมัด
“ไม่ต้องค่ะ เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของฉันในฐานะภัณฑารักษ์ ฉันไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำผลงานในความดูแลของฉันเด็ดขาด... รวมทั้งผลงานของคุณด้วย ตะวัน” รินรดาเชิดหน้าขึ้น ประกาศกร้าวด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวที่ฉายประกายความดื้อรั้นออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
เธอก้าวฉับๆ เดินนำหน้าพนักงานประชาสัมพันธ์และศิลปินตัวแสบลงไปยังชั้นล่างทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้โต้แย้งอะไรอีก บรรยากาศภายในสตูดิโอชั้นบนจึงทิ้งความร้อนระอุและความรู้สึกค้างคาใจเอาไว้เบื้องหลัง
ทว่า... เมื่อก้าวลงมาถึงโถงนิทรรศการชั้นล่าง ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่แค่เสียงโวยวายของมินตราตามที่ได้รับรายงาน
ร่างเพรียวระหงของมินตรากำลังยืนกอดอกยิ้มเยาะอยู่ข้างชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพง ทว่าสิ่งที่ทำให้ฝีเท้าของรินรดาต้องหยุดชะงักกึก พร้อมกับลมหายใจที่สะดุดกVูบลงไปถึงตาตุ่ม คือเอกสารในมือของชายคนนั้น...
มันคือใบแจ้งความอายัดผลงานประติมากรรมชิ้นเอก ที่มีลายเซ็นของ ‘ประธานกรรมการมูลนิธิศิลปะแห่งชาติ’ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นคุณพ่อของรินรดาเอง!
“เซอร์ไพรส์ไหมคะรินรดา?” เสียงหัวเราะเยาะหยันของมินตราดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท “พอดีท่านประธานท่านเมตตา... ไม่อยากให้ลูกสาวต้องเสียชื่อเสียงเพราะไปพัวพันกับศิลปินไร้รากที่ขโมยงานคนอื่น ท่านก็เลยจัดการเซ็นคำสั่งระงับการจัดแสดงนี้ด้วยตัวเองซะเลยค่ะ”
รินรดาชาไปทั้งร่าง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเย็นเฉียบแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วเท้า สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อตระหนักได้ว่า... ศัตรูที่แท้จริงไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่เป็นกำแพงครอบครัวที่เธอพยายามหนีมาตลอดต่างหากที่ตามมาทุบทำลายทุกอย่างพังทลายลงต่อหน้าต่อตา!
“เป็นไงคะ... คุณภัณฑารักษ์คนเก่ง ยังจะสู้ไหวอยู่ไหม?”
เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับสัมผัสอบอุ่นจากมือเรียวของตะวันที่เอื้อมมากุมมือสั่นๆ ของเธอไว้แน่น แรงบีบกระชับนั้นหนักแน่นและมั่นคง ราวกับต้องการส่งผ่านความอบอุ่นทั้งหมดที่มีเพื่อยื้อเธอไม่ให้ร่วงหล่นลงไปในเหวลึก
รินรดาหันไปมองหน้าตะวันช้าๆ น้ำตาคลอหน่วยที่เอ่อล้นขึ้นมาด้วยความคับแค้นใจกำลังสั่นไหวอยู่ในดวงตาคู่สวย แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมา ประตูทางเข้าแกลเลอรีก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งด้วยเสียงดังปัง!
ร่างสูงสง่าของชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลในวงการศิลปะก้าวเข้ามาพร้อมกับบอดี้เกิร์ดหน้าตาถมึงทึง สายตาคมกริบกวาดมองมาที่รินรดาด้วยความผิดหวังระคนเย็นชา ก่อนที่ท่านจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกลมหายใจในห้องโถงหยุดนิ่งสนิท
“รินรดา... กลับบ้านกับพ่อเดี๋ยวนี้ แล้วเลิกทำตัวไร้สาระกับคนพวกนี้เสียที!”
—————————————
โปรดติดตามตอนต่อไป...
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโดเนทและคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้ยัยภัณฑารักษ์สายฟาดกับยัยศิลปินตัวแสบนะคะ รับรองว่าตอนหน้ามีฉากปะทะคารมที่แซ่บซีดจนต้องจิกหมอนขาดกระจุยแน่นอนค่ะ!* — **กลิ่นลิลลี่สีขาว**
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด•ตอนที่ 5
จังหวะนรกในสตูดิโอ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!