เอกสารโครงการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยเซ็ตสุดท้ายถูกกระแทกลงบนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเสียงดัง *ปึก* จนแก้วกาแฟเซรามิกสีขาวสั่นสะเทือน ของเหลวสีเข้มกระฉอกล้นปริ่มขอบ ถ้วยกระเบื้องราคาแพงเกือบคว่ำหากเรียวเล็บเคลือบเจลสีนู้ดของรินรดาจะไม่พุ่งไปคว้ามันไว้ได้ทันท่วงที
"คุณตะวัน นี่มันเกินไปแล้วนะคะ!"
เสียงหวานที่มักจะเรียบสนิทและควบคุมโทนเสียงให้อยู่ในระดับสุภาพเสมอในยามปกติ บัดนี้กลับสั่นพร่าด้วยความกรุ่นโกรธ ภัณฑารักษ์สาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อกักเก็บสติที่กำลังกระเจิง เจ้าของร่างระหงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและถือดี บัดนี้กำลังจ้องมองศิลปินจอมรั้นตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความเหนื่อยล้าและความคับข้องใจ
ตะวันไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งในชุดเสื้อฮู้ดสีดำตัวโคร่งทิ้งสะโพกพิงขอบโต๊ะทำงานของเธออย่างถือวิสาสะ แขนเรียวเรียวทั้งสองข้างกอดอกแน่น รอยยิ้มมุมปากที่ส่งมาให้ช่างกวนประสาทและท้าทายในคราวเดียวกัน ดวงตาคมกริมภายใต้กรอบขนตายาวกวาดมองเอกสารในมือเธอด้วยหางตา
"เกินไปตรงไหนล่ะคุณริน ฉันแค่แก้ไขส่วนที่คุณเจาะจงว่า 'ต้องเป๊ะตามระเบียบ' ให้มันมีชีวิตชีวาขึ้นมาต่างหาก ศิลปะมันไม่ใช่หุ่นยนต์นะที่จะต้องมาตีเส้นบรรทัดเป๊ะๆ ทุกกระเบียดนิ้วแบบที่คุณชอบ" ตะวันลากเสียงยาวอย่างจงใจกวนอารมณ์ "หรือว่า... กรอบระเบียบที่คุณสร้างขึ้นมาขังตัวเองไว้ มันแคบจนไม่กล้าแม้แต่จะมองอะไรที่มันนอกลู่นอกทางกันแน่?"
คำพูดนั้นจี้ใจดำจนรินรดานิ่งงัดไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง มือที่กำขอบโต๊ะไว้สั่นน้อยๆ เธอมองหน้าคนตรงหน้าที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่สนโลก ไม่แคร์กติกา และทำราวกับว่าความพยายามทั้งหมดในการรักษามาตรฐานของเธอมันเป็นเรื่องไร้สาระ
ทำไมกันนะ... ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงชอบเข้ามาพังทลายกำแพงที่เธอใช้เวลาสร้างมันขึ้นมาค่อนชีวิตด้วยความยากลำบากอยู่เรื่อย
"คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะตะวัน..." รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ความอดทนที่สั่งสมมาตลอดสัปดาห์กำลังจะพังทลายลงในพริบตา "สำหรับคุณ... ศิลปะมันอาจจะเป็นแค่พื้นที่อิสระที่คุณจะพ่นอะไรลงไปก็ได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องแคร์ใคร แต่สำหรับฉัน..."
เธอกลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ยิ่งสบตากับแววตาที่เริ่มฉายแววฉงนแกมสำรวจของตะวัน ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บกดไว้ลึกสุดใจก็ยิ่งทะลักล้นออกมาจนควบคุมไม่อยู่
"...ทุกเส้น ทุกรายละเอียด ทุกความสมบูรณ์แบบที่ฉันต้องแลกมา มันคือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันมั่นใจว่าตัวเองเป็น 'คนที่มีค่าพอ' ต่างหากเล่ะ!"
ห้องทำงานส่วนตัวเงียบกริบลงทันที ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ตะวันชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้าคมคาย ดวงตาคู่สวยหรี่ลงพินิจพิจารณาอาการอกสั่นขวัญแขวนที่รินรดาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าว
"คุณหมายความว่ายังไง..." เสียงของตะวันอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความยียวนกวนประสาทถูกแทนที่ด้วยความสงสัยระคนจริงจัง ร่างโปร่งขยับตัวออกจากขอบโต๊ะ ก้าวเข้าไปใกล้รินรดาอีกนิด ทว่าภัณฑารักษ์สาวกลับถอยหลังกรูดราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุเข้ามาเห็นแผลเป็นในใจที่เธอพยายามปกปิดมาตลอด
"ไม่ต้องมาสนใจฉันหรอกค่ะ!" รินรดาตวาดกลับเสียงดังลั่นห้อง เพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอที่กำลังตีตื้นขึ้นมา น้ำตาคลอเบ้าแต่เธอพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่มันกลับลงไป "คุณอยากจะแก้เอกสารบ้าๆนี่ตามใจชอบใช่ไหมคะ? เชิญค่ะ! อยากจะทำอะไรก็ทำเลย! เพราะต่อให้ฉันทักท้วงไป คนอย่างคุณก็ไม่เคยฟังใครอยู่แล้วนี่!"
ยิ่งพูดยิ่งเหมือนคนอกหักที่กำลังระบายความช้ำรอยเก่า รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ามาในหัวสมองราวกับฉายภาพยนตร์ซ้ำๆ เสียงทุ้มต่ำและสายตากดดันของบุคคลผู้ให้กำเนิดที่คอยยืนค้ำหัวและเอ่ยคำพิพากษาทุกครั้งที่เธอทำคะแนนได้เป็นอันดับสองของห้อง... *'ลูกสาวพ่อต้องเป็นเลิศที่สุด ห้ามมีความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ลูกไม่มีสิทธิ์ล้มเหลว รินรดา!'*
ความทรงจำสีเทาหม่นที่ทำให้เธอต้องวิ่งไล่คว้าความสมบูรณ์แบบจนเหนื่อยหอบมาตลอดชีวิต เพื่อแลกกับการได้รับการยอมรับเพียงเสี้ยวเดียว... แต่มันไม่เคยพอเลยสักครั้ง
ตะวันสังเกตเห็นความผิดปกติในแววตานั้น ชั่ววินาทีที่รินรดาหลุดคำพูดประชดประชันออกไป ศิลปินสาวจับสังเกตได้ถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง เธอนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปประชิดตัวรินรดาด้วยความรวดเร็ว
"หยุดนะ!" รินรดาตกใจเมื่อเรียวแขนแกร่งของตะวันเอื้อมมาคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ ไม่ได้บีบเค้นด้วยความรุนแรง แต่พอดึงรั้งไม่ให้เธอก้าวถอยหลังหนีได้ "ปล่อยฉันนะคะตะวัน!"
"ไม่ปล่อย" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความลังเล ตะวันจ้องลึกเข้ามาในดวงตาที่ไหวระริกของเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ "คุณเป็นอะไรของคุณรินรดา? แค่ฉันแก้บรีฟงาน แค่ฉันเถียงคุณเรื่องสีในภาพ... ทำไมคุณถึงทำท่าเหมือนคนกำลังจะแตกสลายขนาดนี้ห่ะ?"
"มันเรื่องของฉัน! คุณไม่มีสิทธิ์มาล้ำเส้น..."
"มีสิทธิ์สế!" ตะวันสวนกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังจนรินรดาต้องชะงักงัน "ในฐานะคนที่ต้องร่วมงานกับคุณ ในฐานะคนที่ยืนอยู่ตรงนี้... และในฐานะคนที่..."
ศิลปินสาวกลืนคำพูดประโยคหลังลงคอไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมฉายแววความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด มือเรียวอีกข้างเลื่อนขึ้นมาประคองกรอบหน้าเนียนของรินรดาไว้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่ปัดผ่านแก้มเนียนทำเอาหัวใจของภัณฑารักษ์สาวเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล
รินรดาลืมหายใจ สมองขาวโพลนไปหมด เธอกำลังจะอ้าปากปฏิเสธหรือผลักไส แต่อารมณ์ที่ค้างคาและความอ่อนแอที่เพิ่งระบายออกไปทำให้เธอยืนนิ่งสนิทปล่อยให้อีกฝ่ายกักขังเธอไว้ในวงแขน
"ถ้าพ่อของคุณ... หรือใครหน้าไหนมันเคยทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองต้อง 'สมบูรณ์แบบ' ถึงจะคู่ควรกับการมีความสุข..." ตะวันโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากเฉียดผ่านใบหู น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลังกระซิบแผ่วเบาจนขนลุกซู่ "...เลิกเอาไม้บรรทัดบ้าๆ นั้นมาวัดคุณค่าของตัวเองกับฉันสักที เพราะสำหรับฉัน... คุณในแบบที่กำลังจะร้องไห้งี่เง่าอยู่ตอนนี้ มันน่ามองกว่าหุ่นยนต์ไขลานที่คุณพยายามเป็นตั้งร้อยเท่า"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบทำลายกำแพงน้ำแข็งในใจเธอกระจุยกระจายในคราวเดียว เธอน้ำตาคลอเบ้า สบตากับดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความจริงใจและร่องรอยของความห่วงใยที่ปิดไม่มิดของตะวัน
บรรยากาศในห้องทำงานเปลี่ยนไปในพริบตา ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกประหลาดที่ถักทอขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ ตะวันขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนริมฝีปากของทั้งสองห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร รินรดารับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่ายที่เป่ารดอยู่บนพวงแก้ม
นี่มันบ้าไปแล้ว... เธอกำลังจะใจส่ายให้กับยัยศิลปินปากร้ายจอมป่วนนี่เนี่ยนะ!
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะทันได้ตั้งสติหรือผลักไสคนตรงหน้าออกไปตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ผงางเข้ามาโดยไม่รอให้อذنุญาตจากเจ้าของห้อง
"คุณรินรดาคะ! แย่แล้วค่ะ! คุณมินตราพาคณะกรรมการตรวจสอบแกลเลอรีคู่แข่งบุกมาถึงชั้นล่างแล้วค่ะ!"
รินรดาสะดุ้งสุดตัว เธอดึงสติกลับมาแล้วรีบผละออกจากอ้อมแขนของตะวันทันทีอย่างลนลาน ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความตื่นตระหนกและอับอาย ตะวันเองก็สบถเบาๆ ในลำคอด้วยความขัดใจเมื่อถูกขัดจังหวะสำคัญอย่างไม่รู้กาลเทศะ
ศิลปินสาวหันขวับไปมองหน้าประตู ก่อนจะหันกลับมามองรินรดาที่กำลังยืนจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ด้วยความกระวนกระวายใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่แฝงความดุดันผุดขึ้นที่มุมปากของตะวันทันทีเมื่อได้ยินชื่อคู่ปรับตัวฉกาจ
"หึ... มินตราอย่างนั้นเหรอ?" ตะวันแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างน่ากลัว "ดูท่าทางวันนี้... ฉันคงต้องช่วย 'เคลียร์พื้นที่' ให้คุณซะหน่อยแล้วล่ะมั้ง ภัณฑารักษ์คนเก่ง"
—--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาเติมพลังใจให้กันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! ❤️
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด•ตอนที่ 10
รอยร้าวในอดีต
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!