แฟ้มเอกสารรายงานการประเมินราคาภาพเขียนของมินตราถูกปัดร่วงลงพื้น เสียงกระดาษกระจายเกลื่อนกลาดสะท้อนความหงุดหงิดที่อัดอั้นมาตลอดทั้งวันของรินรดา ภัณฑารักษ์สาวผู้ไม่เคยยอมให้ความผิดพลาดใดๆ หลุดรอดจากสายตา กำลังยืนหายใจหอบกระชั้นอยู่กลางห้องทำงานที่เงียบสงบ ความเครียดจากการถูกกดดันด้วยเส้นตายและเกมการเมืองสกปรกในวงการแกลเลอรีบีบให้ขมับของเธอกระตุกไหว
"คุณทำบ้าอะไรเนี่ย!" รินรดาตวัดสายตาคมกริบมองร่างสูงของคนที่ถือวิสาสะบุกเข้ามาในเขตหวงห้าม
ตะวันไม่ได้สะท้อนความเกรงกลัวต่อสายตาดุๆ นั้นเลยแม้แต่น้อย ศิลปินสาวเจ้าของเรือนผมรบกวนสายตาและกลิ่นอายเซอร์ๆ ก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าไร้เสียง เธอปรายตามองเอกสารที่เกลื่อนพื้น ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่ห่าว
"เก็บอาการหน่อยค่ะคุณภัณฑารักษ์ หน้าบึ้งมากๆ ระวังตีนกาจะถามหาตอนอายุสามสิบนะคะ" ตะวันลากเก้าอี้มานั่งไขว่ห้าง ท่าทางกวนประสาทนั้นทำเอารินรดาอยากจะคว้าที่เย็บกระดาษปาใส่หน้าให้รู้แล้วรู้รอด
"ถ้าคุณมาเพื่อกวนประสาท เชิญออกไปค่ะ ฉันไม่มีอารมณ์มาเล่นลิเกกับศิลปินตกอับอย่างคุณ"
"ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิม... สมแล้วที่เป็นยัยตัวร้ายประจำพิพิธภัณฑ์" ตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายผงะถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงาน "แต่ฉันไม่ได้มาเล่นลิเกค่ะ ฉันมาช่วยต่างหาก หน้าตาคุณตอนนี้มันฟ้องว่าสมองกำลังจะระเบิดอยู่แล้ว"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำมือเข้าหากันจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ "ฉันไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากคนอย่างคุณ ถอยไปนะตะวัน"
"ดื้อด้าน" ตะวันพึมพำเสียงต่ำ ดวงตาคู่คมจดจ้องใบหน้าเนียนที่รั้นจนน่าหมั่นไส้ ก่อนที่มือเรียวสวยของศิลปินสาวจะเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเล็กของรินรดาไว้แน่น ไม่ปล่อยให้คนหัวรั้นได้ทันตั้งตัว
"คุณจะพาฉันไปไหน ปล่อยนะ!"
"พาไปสงบสติอารมณ์ค่ะ ขืนปล่อยให้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี้ คุณได้กลายเป็นยัยบ้าประสาทกินก่อนงานแสดงภาพจะเริ่มแน่ๆ"
ตะวันออกแรงดึงเบาๆ แต่เด็ดขาด พาตัวรินรดาที่พยายามขัดขืนแต่แรกเริ่มอ่อนแรงลงเดินลัดเลาะออกไปยังโซนระเบียงจัดแสดงงานศิลปะกลางแจ้งที่ปิดปรับปรุงชั่วคราว ลมยามเย็นพัดปะทะผิวหน้า แต่ความเครียดในหัวของรินรดายังไม่ยอมจางหาย
ศิลปินสาวหยุดเดินที่มุมอับสายตาซึ่งเต็มไปด้วยผืนผ้าใบเปล่าและกระป๋องสีจำนวนมาก เธอกดไหล่บางให้นั่งลงบนเก้าอี้สตูลไม้ ก่อนจะหยิบกระป๋องสีสเปรย์สีขาวบริสุทธิ์ขึ้นมาเขย่าจนเกิดเสียงลูกแก้วกระทบกันดัง *ก๊อกแก๊กๆ*
"จะทำอะไรของคุณ..." รินรดาขมวดคิ้วมุ่น มองการกระทำแปลกประหลาดด้วยความไม่ไว้วางใจ
"วิธีแก้เครียดของศิลปินที่สติหลุด..." ตะวันย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้า รักษาระยะห่างเพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองภัณฑารักษ์สาวที่กำลังนั่งตัวเกร็ง "หลับตาลงค่ะ แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ"
"ไร้สาระ ฉันไม่ทำตามคำสั่งคุณหรอก"
"ถ้าไม่หลับ ฉันจะถือว่าคุณอยากให้ฉันใช้วิธีอื่น... ซึ่งวิธีอื่นของฉันมันอาจจะทำให้คุณใจสั่นยิ่งกว่าเดิมนะคะ รินรดา" ประโยคหลังถูกกระซิบด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ ชิดริมหูจนคนฟังต้องรีบหลับตาปี๋ด้วยความจำยอม หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่อันตรายเกินไป
*ฟู่—!*
เสียงสเปรย์พ่นละอองสีดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบที่ถูกแตะแต้มลงบนปลายนิ้วเรียวของรินรดาที่วางอยู่บนตัก ตะวันไม่ได้พ่นใส่ผ้าใบ แต่เธอจรดปลายสเปรย์และใช้วิธีแตะแต้มละอองสีจางๆ ลงบนหลังมือและข้อเท้าของรินรดาอย่างเบามือ ราวกับกำลังละเมียดละไมสร้างสรรค์งานศิลปะบนร่างมนุษย์
"ตะวัน... คุณทำอะไรเนี่ย มันเลอะหมดแล้วนะ" รินรดาพยายามจะชักมือกลับ แต่ถูกมืออุ่นของตะวันรั้งข้อมือไว้ตรึงแน่น
"อยู่นิ่งๆ ค่ะ... ศิลปะที่ไร้ทิศทาง ไม่จำเป็นต้องมีกรอบ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แบบที่คุณพยายามแบกมันไว้หรอก" เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยกระซิบข้างกาย ขณะที่ปลายนิ้วเรียวของตะวันเกลี่ยละอองสีขาวบนผิวเนื้อเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นวาบหวามและชวนให้จั๊กจี้จนรินรดาต้องเผลอสูดปากหายใจเข้าลึกๆ
กลิ่นอายเฉพาะตัวของสีน้ำมันและกลิ่นจางๆ จากตัวของตะวันโชยเข้าจมูก ผสมผสานกับจังหวะการสัมผัสที่อ้อยอิ่งและตั้งใจปั่นป่วนหัวใจ รินรดารู้สึกเหมือนเกราะป้องกันตัวตนที่เธอสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตกำลังถูกละลายด้วยละอองสีขาวและสายตาพราวระยับคู่นั้น
"หายเครียดหรือยังคะ หรือว่า... กำลังเครียดเรื่องอื่นมากกว่าเดิม?" ตะวันเงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มเจ้าเลื้อยปรากฏบนมุมปากสวย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
รินรดาอ้าปากจะต่อ
*กริ๊ก!*
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับบานประตูกระจกโซนจัดแสดงที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ทำให้ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว
"คุณรินรดาคะ! แย่แล้วค่ะ... ภาพเขียนชิ้นเอกในห้องรับรองถูก..." เสียงของเลขาหน้าตาตื่นค้างเติ่งไปทันที เมื่อเห็นภาพเจ้านายสาวผู้แสนเย่อหยิ่งกำลังนั่งตัวติดชิดกับศิลปินตัวแสบในมุมอับ สายตาของเลขาเบิกกว้างเมื่อกวาดมองสภาพที่มือและขาของรินรดาเต็มไปด้วยรอยละอองสีขาว และท่าทางที่ฟ้องชัดเจนว่าพวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่ก่อนหน้านี้
รินรดารีบดึงมือออกจากกอบกุมของตะวัน ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดอย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตกใจปนความกระอักกระอ่วน
ทว่า... ก่อนที่รินรดาจะได้ลุกขึ้นจัดการสถานการณ์ตรงหน้า เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อคลุมของตะวันก็แผדเสียงดังขึ้น ศิลปินสาวหยิบมันขึ้นมาดูหน้าจอเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันมาสบตารินรดาด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาดที่ซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้
"ดูเหมือนว่า... เรื่องสนุกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นนะคะคุณภัณฑารักษ์" ตะวันกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน ขณะที่สายตาคมกวาดมองหน้าจอโทรศัพท์ที่โชว์เบอร์โทรเข้าของบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ทำให้ภาพเขียนชิ้นเอกกำลังตกอยู่ในวิกฤต
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาเติมพลังใจให้กันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! ❤️
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด•ตอนที่ 11
ศิลปะที่ไร้ทิศทาง
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!