เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด•ตอนที่ 12

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
"ถ้าคิดว่าจะใช้ชื่อชั้นของหอศิลป์แห่งนี้มากลบเกลื่อนความไร้รสนิยมได้... ฉันเกรงว่าคุณรินรดาคงต้องเหนื่อยฟรีอีกรอบแล้วล่ะค่ะ" น้ำเสียงหวานหยดย้อยที่เคลือบด้วยยาพิษฉาบอยู่กลางห้องจัดแสดงนิทรรศการที่เพิ่งรีโนเวทเสร็จหมาดๆ กลิ่นอายของสีน้ำมันและกาวลาเท็กซ์ยังไม่ทันจางหายดี รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดวางการ์ดเชิญบนโต๊ะไม้สักสีเข้ม เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกดความระ2อุในอก ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ มินตราก้าวเข้ามาด้วยส้นสูงแบรนด์ดังที่กระทบกับพื้นปูนขัดมันจนเกิดเสียงก้องกังวาน รอยยิ้มมุมปากของเจ้าของแกลเลอรีคู่แข่งรายใหญ่ส่งมาเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง วันนี้เธอมาในชุดสูทสีขาวเข้ารูปที่ดูราวกับเตรียมตัวมางานศพของโปรเจกต์ใหม่นี้โดยเฉพาะ "ถ้าเวลาว่างของคุณมินตรามีเหลือเฟือจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ดิฉันแนะนำให้เอาไปพัฒนาฝีมือเด็กฝึกงานในสังกัดตัวเองจะดีกว่านะคะ จะได้ไม่ต้องมาเดินตรวจงานคนอื่นถึงที่นี่" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษามาดภัณฑารักษ์ผู้ไม่เคยสยบให้ใคร ดวงตากลมโตคมกริบมองคู่สนทนาราวกับกำลังมองฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนเฟอร์นิเจอร์ "อุ๊ย แรงจังเลยนะคะ" มินตราหัวعวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องโถงกว้างที่ถูกออกแบบให้เป็น ‘เซฟโซน’ สำหรับผลงานศิลปะชิ้นเอกของตะวัน "ฉันก็แค่วิตกกังวลแทน... ศิลปินอินดี้ปากจัดกับภัณฑารักษ์ผู้ดีตกอับ จับมือกันทำโปรเจกต์กู้ชื่อเสียง สุดท้ายผลลัพธ์มันก็คงออกมาเป็นแค่ขยะชิ้นโตที่ไม่มีใครอยากซื้ออยู่ดี โดยเฉพาะภาพชุด 'รอยร้าว' ของคุณตะวันที่คุณอุบเงียบไว้... ระวังนะคะ ความลับที่ปกปิดไว้ ถ้าวันหนึ่งมันหลุดออกไป ภาพลักษณ์ที่คุณสร้างมาทั้งชีวิตอาจจะพังครืนลงมาในพริบตาเดียว" คำพูดนั้นสะกิดใจรินรดาเข้าอย่างจัง ความลับเรื่องที่มาของแรงบันดาลใจในภาพวาดชุดล่าสุดของตะวันที่เชื่อมโยงกับปมในอดีตของตระกูล... มันคือจุดอ่อนที่รินรดาพยายามปกป้องด้วยชีวิต แต่ทำไม... มินตราถึงล่วงรู้เรื่องนี้ได้? "คุณหมายความว่ายังไง" รินรดาหรี่ตาลง รังสีความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบ "หมายความว่าอะไรเหรอคะ?" มินตราแสร้งทำเป็นกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะย่างสามขุมเข้ามาใกล้ภัณฑารักษ์สาว "ก็หมายความว่า... งานศิลปะที่พวกคุณกำลังภาคภูมิใจน่ะ มันไม่มีวันได้จัดแสดงที่ไหนหรอกค่ะ เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า บอร์ดบริหารและสื่อมวลชนจะได้รับรู้ความจริงทั้งหมด... ความจริงที่ว่าผลงานชิ้นเอกชิ้นนั้น มันเป็นแค่การขโมยไอเดียของคนอื่นมาหน้าด้านๆ!" "หยุดพูดจาไร้สาระแล้วไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ!" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางด้านหลัง แทรกกลางบทสนทนาที่กำลังคุกรุ่น ตะวันก้าวเดินออกมาจากห้องเก็บผลงานในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงยีนส์เซอร์ๆ ดวงตาเรียวรีคมกริบฉายแววกรุ่นโกรธจนน่ากลัว สันจมูกโด่งเชิดขึ้นด้วยความถือดี มือเรียวหนาของศิลปินสาวกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน มินตราหันไปมองเจ้าของผลงานด้วยแววตาสมเพชเวทนา "อ้าว ตัวจริงเสียงจริงออกมาแล้วเหรอคะ นึกว่าจะหลบอยู่หลังกระโปรงภัณฑารักษ์คนเก่งซะอีก ระวังตัวไว้เถอะค่ะคุณตะวัน คนหัวรั้นอย่างคุณน่ะ สุดท้ายก็มักจะพังเพราะความมั่นใจโง่ๆ ของตัวเองทุกที" "ปากเก่งแบบนี้ ระวังจะไม่มีฟันไว้เคี้ยวข้าวตอนแก่" ตะวันสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวมินตราด้วยระยะห่างที่อันตราย รังสีความดุดันแผ่พุ่งออกมาจนมินตราต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ "ต่อให้เธอจะเล่นสกปรกแค่ไหน หรือส่งสุนัขรับusingตัวไหนมาเห่าหอนที่นี่ งานของฉันก็ไม่มีวันแปดเปื้อนเพราะคำพูดขยะๆ ของเธอหรอก ไสหัวไปซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วลากเธอออกไปเอง" รินรดามองแผ่นหลังกว้างของตะวันที่ก้าวเข้ามาบังเธอไว้ ความรู้สึกอุ่นวาบแปลกปลอมแล่นริ้วขึ้นมาในอกท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด แม้ปากจะบอกว่ารำคาญคนหัวรั้นคนนี้แค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในวินาทีที่พายุลูกใหญ่กำลังโหมกระหน่ำ ตะวันมักจะเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดให้เธอเสมอ มินตรากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจที่ถูกขู่ขวัญต่อหน้า เธอแค่นยิ้มหยันออกมาอย่างไม่ยอมแพ้ "ปากดีให้ได้ตลอดรอดฝั่งเถอะค่ะ... แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!" ว่าแล้วเธอก็สะบัดหน้าพรืดยาวเดินออกไปจากห้องจัดแสดง ทิ้งไว้เพียงเสียงส้นสูงที่กระแทกกระทั้นแสดงถึงความหัวเสีย ความเงียบงันกลับมาปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง รินรดายืนนิ่งอยู่กับที่ สมองกำลังประมวลผลคำขู่ของมินตราอย่างเคร่งเครียด เรื่องที่มาของภาพวาดชุดนั้นเป็นความลับระหว่างเธอกับตะวันเท่านั้น ใครกันที่เป็นคนแพร่งพรายข้อมูลออกไป? "อย่าไปฟังยายป้านั่นเพ้อเจ้อเลยค่ะ" เสียงทุ้มห้วนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ตะวันหันกลับมามองเธอบางเบา แววตาดุดันเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงแววตาห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความซึน ร่างสูงก้าวเข้าไปหารินรดาที่ยืนกอดอกนิ่ง "ยัยนั่นก็แค่หาเรื่องปั่นหัวเราให้ไขว้เขวไปกับโปรเจกต์ใหม่แค่นั้นแหละ คุณเชื่อใจฉันไหมล่ะ?" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากับศิลปินสาว ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเธอไว้อย่างชัดเจน หัวใจเจ้ากรรมเต้นระรัวในจังหวะที่แปลกประหลาด ความใกล้ชิดที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาทำให้กำแพงที่เธอสร้างไว้เริ่มสั่นคลอน "ดิฉันไม่ได้กลัวคำขู่ของเธอหรอกค่ะตะวัน..." รินรดาถอนหายใจยาว แสร้งเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้นเพื่อซ่อนความหวั่นไหว "แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคำพูดของมินตรา คือการที่ดิฉันเริ่มไม่แน่ใจว่า... คุณกำลังปิดบังอะไรให้อยู่ข้างหลังฉันอีกหรือเปล่า" ตะวันชะงักไปนิด ดวงตาเรียวคมหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก ริมฝีปากหยักอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา "ถ้าฉันบอกว่า... ทุกอย่างที่ฉันทำ ก็เพื่อปกป้องคุณจากอดีตบ้าๆ ของตระกูลคุณเองล่ะ คุณจะเชื่อไหม?" ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้เปล่งวาจาใดๆ เพื่อตอบกลับคำสารภาพที่กำกวมนั้น ประตูห้องจัดแสดงนิทรรศการบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาทอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก้าวเข้ามา "รินรดา! ลูกอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยสินะ..." น้ำเสียงทรงอำนาจที่คุ้นเคยเอ่ยทักขึ้นจากความมืดสลัวบริเวณทางเข้า รินรคารู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบลงในพริบตา เมื่อร่างท้วมสง่างามของ **คุณหญิงอรวี** มารดาผู้กุมบังเหียนตระกูลใหญ่ก้าวเข้ามายืนอยู่กลางห้อง พร้อมกับชายวัยกลางคนในชุดสูททนายความที่เดินตามหลังมาติดๆ "คุณแม่..." รินรดาครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ตะวันหันขวับไปมองผู้มาใหม่ทันที สัญชาตญาณดิบเตือนภัยให้รู้ว่า... พายุลูกใหญ่ที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวินาทีนี้เอง --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาส่งกำลังใจให้ยัยภัณฑารักษ์สายฟาดและคนหัวรั้นของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! ❤️
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%