เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด•ตอนที่ 7

กับดักความใกล้ชิด

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
“อุ๊ย... ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานกันสินะคะเนี่ย?” ประโยคคำถามแกมเยาะหยันที่ลอยละลิ่วเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้ากระทบพื้นกระเบื้องในสตูดิโอกว้าง ทำให้รินรดารีบผละตัวออกจากระยะประชิดของตะวันราวกับโดนไฟลวก ภัณฑารักษ์สาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา ดวงตากลมโตคู่สวยตวัดมองไปยังต้นเสียงด้วยแววตาเรียบนิ่งที่ซ่อนคลื่นอารมณ์ความหงุดหงิดไว้มิดชิด มินตราก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของศิลปินอิสระด้วยรอยยิ้มเคลือบยาพิษ บนมือเรียวสวยถือร่มคันโตที่เปียกปอนหยดน้ำแหมะๆ ลงบนพื้นขัดมัน เจ้าของแกลเลอรีคู่แข่งกวาดสายตามองสภาพของคนทั้งคู่ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกขบขันระคนสมเพช รินรดาอยู่ในชุดสูทลำลองที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการยื้อ1ยุดก่อนหน้านี้ ส่วนตะวัน... เจ้าของสตูดิโอจอมรั้นยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคมกริบของศิลปินสาวจ้องเขม็งไปยังแขกไม่ได้รับเชิญราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ถ้าสายตาคุณยังปกติพอจะแยกแยะออก ก็น่าจะเห็นนะคะว่าเราไม่ได้กำลังสวีทอะไรกันทั้งนั้น... นอกจากกำลังติดฝนและติดอยู่ในความงี่เง่าของใครบางคน” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบกริบ ทว่าคมคายบาดลึก พลางจัดปกเสื้อของตัวเองให้เข้าที่เพื่อกลบเกลื่อนความรุ่มร้อนในอกที่ยังเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ “โอ๊ะ! แรงจังเลยนะคะคุณภัณฑารักษ์คนเก่ง” มินตราหัวเราะในลำคอเบาๆ เดินนصفน่องเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของตะวันมากขึ้นโดยไม่สนใจสายตาพิฆาตที่ส่งมาให้ “พอดีฉันผ่านมาแถวนี้แล้วเห็นรถของคุณจอดอยู่หนสตูดิโอ แถมพายุฝนก็กระหน่ำซะขนาดนี้ เลยเป็นห่วง... กลัวว่าคนหัวรั้นแถวนี้จะเถียงกันจนบ้านแตกเสียก่อน” “สตูดิโอฉัน จะรก จะพัง หรือจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เรื่องของฉันค่ะคุณมินตรา เชิญกลับออกไปทางเดิมที่คุณเดินลุยฝนเข้ามาได้เลยค่ะ ประตูไม่ได้ล็อก” ตะวันสวนกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดและเย็นชาจนติดลบ ดวงตาเรียวรีฉายแววรังเกียจอย่างไม่คิดจะปิดบัง ร่างสูงเพรียวขยับตัวเข้ามาบังรินรดาไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ท่าทีปกป้องนั้นชัดเจนเสียจนมินตราหรี่ตามองด้วยความริษยา บรรยากาศภายในสตูดิโอที่เพิ่งจะมีความตึงเครียดแบบอื่นอบอวลอยู่เมื่อครู่ กลับถูกแทนที่ด้วยสงครามประสาทที่คุกรุ่นยิ่งกว่าพายุฝนด้านนอก สายฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำซัดสาดกระทบกระจกบานใหญ่เกิดเสียงดังสนั่น แข่งกับเสียงหัวใจของใครบางคนที่เต้นรัวเร็วจนน่ารำคาญ “แหม ใจร้ายจังนะคะตะวัน ฉันแค่วิเคราะห์ว่าโปรเจกต์งานศิลป์ครั้งนี้ของคุณกับแกลเลอรีฉัน มันน่าจะไปได้สวยกว่าถ้าคุณเปลี่ยนผู้จัดการน่ะค่ะ... รินรดาน่ะ เหมาะกับการนั่งจัดระเบียบตู้เอกสารในพิพิธภัณฑ์มากกว่าจะมาควบคุมศิลปินตัวพยศอย่างคุณนะคะ” มินตราจงใจหยิบประเด็นที่เจ็บแสบที่สุดขึ้นมาขยี้ สายตาพราวระยับมองสลับระหว่างศิลปินสาวและภัณฑารักษ์สาวด้วยความคาดหวังว่าจะได้เห็นรอยร้าว รินรดากัดริมฝีปากแน่น ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก คำพูดของมินตราไม่ใช่เรื่องใหม่ มันคือคำดูถูกแบบเดียวกันกับที่เธอเคยได้รับมาจากครอบครัวและคนในแวดวงศิลปะ—ว่าเธอเป็นได้แค่หุ่นยนต์ไร้หัวใจที่เก่งแต่เรื่องกฎระเบียบ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณและความเข้าใจในงานศิลป์อย่างแท้จริง มือเรียวภายใต้เสื้อสูทกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ทว่าก่อนที่เธอจะได้เปิดปากตอกกลับด้วยวาจาเชือดเฉือนตามสไตล์ของตัวเอง ฝ่ามืออุ่นจัดของใครบางคนก็เอื้อมมาคว้าข้อมือของเธอไว้เสียก่อน ตะวันไม่ได้หันมามองหน้าเธอ แต่แรงบีบกระชับที่ส่งผ่านฝ่ามือร้อนผ่าวคู่นั้นกลับหนักแน่นและมั่นคงจนน่าประหลาด “พูดจบหรือยังคะ?” ตะวันหันไปเผชิญหน้ากับมินตราตรงๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่น่ากลัวอย่างยิ่ง “ถ้าจบแล้วก็เชิญออกไปค่ะ เพราะฉันไม่ชอบให้หมาเห่าเสียงดังตอนที่ฉันกำลังคุยธุระสำคัญอยู่ข้างในสตูดิโอส่วนตัวของฉัน” “ตะวัน!” มินตราหน้าเสีย สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “ฉันหวังดีหรอกนะ!” “ความหวังดีของคุณเก็บไว้ใช้กับคนอื่นเถอะค่ะ... รินรดาจะเป็นยังไง จะเก่งหรือจะแย่ในสายตาคนอื่น แต่นั่นมันก็เรื่องของฉันกับเธอ ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องมาเดือดร้อนแทน” ตะวันก้าวเข้าไปประชิดมินตราทีละก้าว แรงกดดันจากท่าทางที่ดูไม่เกรงกลัวใครทำให้เจ้าของแกลเลอรีสาวต้องถอยหลังโดยอัตโนมัติ “และที่สำคัญที่สุด... เลิกเอาตัวเองเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ของฉันเสียที ก่อนที่คุณจะไม่ได้กลับออกไปแค่มือเปล่า” ดวงตาของมินตราไหวระริกด้วยความไม่พอใจ หล่อนกัดฟันกรอด ยอมรับความพ่ายแพ้ในยกนี้ด้วยการสะบัดหน้าหนี “ปากดีให้ได้ตลอดเถอะค่ะ แล้วเราจะได้เห็นกันว่าผลงานชิ้นเอกของคุณจะรอดไปได้สักกี่น้ำ!” สิ้นเสียงประชดประชัน ร่างเพรียวในชุดแบรนด์เนมก็หันหลังเดินกระแทកส้นเท้าออกไปจากสตูดิโอ เสียงประตูกระจกปิดกระแทกตามหลังดังสนั่นสะเทือนไปทั่วห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ถูกคั่นกลางด้วยเสียงสายฝนที่ยังคงกระหน่ำไม่ขาดสาย รินรดายืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม เธอยังคงรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของตะวันที่ยังคงกุมข้อมือเธอไว้หลวมๆ ภัณฑารักษ์สาวค่อยๆ ดึงมือตัวเองกลับอย่างช้าๆ พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกตามเกราะป้องกันที่เธอสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต “ขอบคุณค่ะ สำหรับความช่วยเหลือเมื่อครู่” เสียงหวานติดจะเย็นชาเอื้อnเอ่นขึ้นเบาๆ พลางเบือนหน้าหนีไปมองหยดน้ำฝนที่ไหลเกาะกระจกใส “แต่คุณไม่จำเป็นต้องออกตัวแรงขนาดนั้นก็ได้ ฉันจัดการเรื่องพวกนี้เองได้เสมอค่ะ” ตะวันถอนหายใจเฮือกใหญ่ เจ้าของสตูดิโอสาวเสยผมสีเข้มที่ชื้นเหงื่อขึ้นลวกๆ ก่อนจะหันมามองค้อนคนปากแข็งที่ยืนกอดอกทำฟอร์มจัดอยู่ตรงหน้า “จัดการได้? สภาพคุณเมื่อกี้เกือบจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้วยังจะมาปากเก่งอีกนะคะคุณรินรดา” ตะวันเดินเข้ามาใกล้ ขยับเข้าหาระยะอันตรายที่ทำให้รินรดารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องอีกครั้ง “ทำไมคะ? คำพูดของยายบ้านั่นมันจี้ใจดำคุณนักหรือไง ถึงได้ทำหน้าเหมือนคนจะแตกสลายแบบนั้น” “มันไม่ใช่เรื่องของคุณค่ะ ตะวัน” รินรดาหันขวับมาจ้องตาอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธที่ถูกจี้จุด “คุณจะไปรู้อะไร ชีวิตฉันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ทุกก้าวที่ฉันเดินต้องสมบูรณ์แบบ ห้ามผิดพลาด ห้ามมีความรู้สึกนอกลู่นอกทางแบบที่คุณใช้ชีวิตอยู่ คุณมันคนไร้ระเบียบ เอาแต่ใจตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ไม่มีทางเข้าใจความกดดันที่ฉันต้องแบกรับไว้หรอกค่ะ!” บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที คำพูดที่พั่งพรูออกมาจากความอัดอั้นตันใจทำให้รินรดารู้สึกเหนื่อยหอบ เธอไม่เคยเปิดเผยมุมที่อ่อนแอที่สุดให้ใครเห็นมาก่อน ยิ่งกับตะวัน... คนที่เธอมองว่าเป็นคู่ปรับตัวฉกาจ เธอยิ่งไม่อยากแสดงความเปราะบางนี้ออกมาเลย ตะวันชะงักไป ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความกวนประสาทและรอยยิ้มเยาะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความนิ่งงึมลึกลง เธอจ้องมองใบหน้าหวานที่เริ่มมีรอยแดงระเรื่อตรงหัวคิ้วและหางตา ความดุดันในแววตาของศิลปินสาวมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ใต้เปลือกนอกที่แข็งกระด้าง “ใครบอกว่าฉันไม่เข้าใจล่ะคะ...” ตะวันเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นไม่มีเค้าลางของการประชดประชันหลงเหลืออยู่เลย รินรดานิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นประกายความจริงจังในดวงตาคู่นั้น “ฉันอาจจะดูไม่เอาถ่าน ไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของใคร และใช้ชีวิตตามใจตัวเอง... แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เคยผ่านจุดที่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนอื่นจนหลังแอ่นหรอกนะคะ” ตะวันก้าวเข้าไปประชิดอีกนิด ระยะห่างระหว่างกันเหลือน้อยเสียจนรินรดาได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวของอีกฝ่าย ผสมผสานกับกลิ่นฝนที่ลอยเข้ามาทางช่องลม “รินรดา... คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นหุ่นยนต์ให้ใครไขลานหรอกนะคะ ถ้าเหนื่อยนัก ก็หยุดพยายามทำทุกอย่างให้มันสมบูรณ์แบบในสายตาคนอื่นสักวันเถอะค่ะ” “ตะวัน...” เสียงของรินรดาสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ เธอยกมือขึ้นหมายจะผลักอกอีกฝ่ายให้ออกไปให้พ้นระยะอันตรายนี้ ทว่ามือเรียวกลับถูกตะวันคว้าเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้เป็นการบีบบังคับด้วยความรุนแรง แต่เป็นสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคง สัมผัสที่ทำให้กำแพงน้ำแข็งที่รินรดาเพียรสร้างมาตลอดชีวิตเริ่มแตกร้าวลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของตะวันแผ่ซ่านลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจที่หนาวเหน็บ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดราวกับพยายามกลบเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของคนทั้งคู่ ตะวันโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียน รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้ เธอกำลังจะพ่ายแพ้... พ่ายแพ้ให้กับความใกล้ชิดที่อันตรายที่สุดในชีวิต “ถ้าคุณยังดื้อดึงทำตัวเป็นคนเก่งที่ไม่ยอมร้องไห้ให้ใครเห็นแบบนี้...” ตะวันกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงทุ้มนุ่มต่ำสั่นพร่าจนคนฟังใจสั่นสะท้าน “ฉันอาจจะทนไม่ไหว... และทำในสิ่งที่คุณคาดไม่ถึงเอานะคะ” รินรดาลืมหายใจ สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อระยะห่างระหว่างริมฝีปากของพวกเธอลดลงเหลือเพียงแค่ลมกั้นกลาง ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันและโลกทั้งใบ仿佛หยุดหมุน *กริ๊งงงงงงงง—!* เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูในกระเป๋าเสื้อสูตรของรินรดาก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูแกมความตึงเครียดนั้นลงอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา หน้าจอสว่างวาบปรากฏชื่อ "ท่านประธาน" ซึ่งก็คือบิดาผู้เข้มงวดของเธอนั่นเอง ตะวันชะงัก ถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ส่วนรินรดาสะดุ้งเฮือกราวกับตื่นจากภวังค์ รีบดึงมือตัวเองกลับและถอยหลังกรูดไปสองก้าวด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ภัณฑารักษ์สาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ว่า... ว่าอย่างไรคะคุณพ่อ?” เสียงของเธอขาดห้วงเล็กน้อยเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นสายตาที่ทั้งขบขันและเสียดายของตะวันที่มองตรงมายังเธอ ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำและเคร่งเครียดของผู้เป็นพ่อจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา *“รินรดา ลูกอยู่ที่ไหน? รีบเปิดดูข่าวหน้าศิลปวัฒนธรรมเดี๋ยวนี้! มีคนปล่อยภาพลับของผลงานชิ้นเอกในโปรเจกต์ของคุณออกไปสู่ออกสื่อแล้ว... ตอนนี้แกลเลอรีกำลังโดนโจมตีอย่างหนัก!”* มือที่ถือโทรศัพท์ร่วงหล่นลงเกือบจะหลุดจากอุ้งมือ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด รินรดาหันขวับกลับมามองหน้าตะวันทันที สีหน้าของเธอซีดเผือกไร้สีเลือด ตะวันหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาผิดปกติ ศิลปินสาวขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามเสียงเครียด “เกิดอะไรขึ้น?” — โปรดติดตามตอนต่อไป — ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความสัมพันธ์ที่กำลังไต่ระดับความร้อนแรงนี้ด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยภัณฑารักษ์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%