หยาดเลือดสีสดหยดลงบนผืนหินกรวดในถ้ำลึก ดั่งกลีบเหมยแดงที่ร่วงหล่นท่ามกลางความมืดมิด เยี่ยจื่อเฉินทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ กลิ่นอายคาวเลือดจากบาดแผลที่ได้รับจากการถูกศิษย์ร่วมสำนักรุมทำร้ายเมื่อยามอาทิตย์อัสดงยังคงอบอวลอยู่รอบกาย ทว่าแววตาของบุรุษหนุ่มกลับไร้ซึ่งความเจ็บปวด มีเพียงประกายแห่งความสมเพชต่อโชคชะตาที่เล่นตลก
"มหาเทพผู้คุมกฎสวรรค์เก้าชั้นฟ้า... บัดนี้กลับต้องมาแบกรับร่างมนุษย์ที่แม้แต่ปราณพื้นฐานยังไหลเวียนติดขัดเช่นนี้รึ" เขาพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำที่นิ่งสงบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้สรรพสิ่งรอบข้างราวกับจะหยุดนิ่ง
นิ้วเรียวยาวเปื้อนคราบดินขุดคุ้ยลงไปใต้แท่นหินอับชื้นที่ถูกเถาวัลย์หนาทึบปกคลุมมานับร้อยปี เขาไม่ได้สุ่มหา แต่จดจำได้ดีว่าในกาลก่อน สถานที่แห่งนี้คือรอยแยกแห่งมิติที่เขาเคยผนึก 'คัมภีร์วิถีไร้ลักษณ์' ไว้ในฐานะสิ่งของต้องห้าม
เสียง *ครืด...* ดังขึ้นแผ่วเบา เมื่อแผ่นหินแยกออก เผยให้เห็นม้วนหนังแพรสีนิลที่เปล่งประกายรัศมีสีม่วงจางๆ เยี่ยจื่อเฉินหยิบมันขึ้นมา สัมผัสเย็นเยียบแทรกซึมเข้าสู่ฝ่ามือ คัมภีร์นี้มิใช่ของสวรรค์ มิใช่ของมาร ทว่าเป็นเคล็ดวิชาที่หลงเหลือจากยุคบรรพกาลที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำดินได้ด้วยการ 'ดับสูญ'
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก จิตวิญญาณอันสูงส่งที่ติดอยู่ในร่างศิษย์สวะเริ่มโคจรพลังตามวิถีที่ระบุไว้ในม้วนคัมภีร์ ร่างกายที่เคยบอบช้ำเริ่มสั่นสะท้าน เส้นชีพจรที่อุดตันค่อยๆ ถูกกระแสพลังที่เขารวบรวมจากไอปีศาจและพลังฟ้าดินแทรกซึมเข้าทลายทีละชั้น ความเจ็บปวดดั่งเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่กระดูกสันหลัง แต่เยี่ยจื่อเฉินกลับไม่ปริปากร้อง เขาเพียงกัดฟันแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า
ในครานั้นเอง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยท่ามกลางหิมะก็โชยมาแตะจมูก
"เจ้ามาทำอะไรในที่อับชื้นเช่นนี้... ศิษย์น้องเยี่ย?"
น้ำเสียงกังวานใสทว่าเย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นจากปากถ้ำ เยี่ยจื่อเฉินชะงักเล็กน้อยโดยไม่เปิดโอกาสให้พลังที่กำลังหมุนวนเสียจังหวะ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นร่างสตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ยืนตระหง่านอยู่กลางแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยก หลินเฟยหง... ธิดาเจ้าสำนักผู้สูงส่ง นางยืนกอดกระบี่น้ำแข็งไว้ในอก สายตาคู่งามดุจหงส์กวาดมองม้วนคัมภีร์ในมือเขาด้วยความฉงนแกมระแวง
"ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับผู้ที่มีวรยุทธ์ต่ำต้อย... เจ้าควรกลับไปที่เรือนพักก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน" นางกล่าว พลางก้าวเข้ามาใกล้ ความกดดันจากปราณเซียนของนางทำให้บรรยากาศภายในถ้ำหนักอึ้ง
เยี่ยจื่อเฉินคลี่ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้หลินเฟยหงชะงักงัน นางเคยเห็นเขาก้มหน้าคุดคู้มาตลอดสามปี เหตุใดวันนี้แววตาของเขากลับดูราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิญญาณของนางเช่นนี้
"เซียนหิมะโปรยผู้สูงส่ง... ท่านรู้หรือไม่ว่าภายใต้ความขาวสะอาดของท่าน มันแฝงไปด้วยไอพิษจากกระบี่น้ำแข็งที่กัดกินชีพจรของท่านเองอยู่ทุกค่ำคืน?" เขาเอ่ยขึ้น จังหวะการหมุนเวียนปราณยังคงมั่นคง ดั่งขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุ
หลินเฟยหงชักกระบี่ออกจากฝักในทันที ปลายคมกระบี่จ่อที่ลำคอของชายหนุ่ม กลิ่นไอความเย็นยะเยือกทำให้ผิวหนังของเยี่ยจื่อเฉินขึ้นสีม่วงคล้ำ ทว่าเขากลับไม่หลบหลีกแม้แต่น้อย
"เจ้าเป็นใครกันแน่? ศิษย์สวะที่ไร้แม้แต่พลังปราณเช่นเจ้า... เหตุใดจึงรู้วิถีชีพจรของข้าได้!"
"ข้าเป็นใครไม่สำคัญ... สิ่งสำคัญคือ ข้าสามารถทำลายโซ่ตรวนที่ผูกมัดท่านไว้ได้" เขาขยับตัวเข้าหาคมกระบี่จนเลือดสีแดงสดหยดลงบนใบดาบน้ำแข็ง เสียงคำรามของฟ้าร้องดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวราวกับสวรรค์กำลังโกรธเกรี้ยวที่มดปลวกกำลังจะฝืนลิขิต
ทันใดนั้นเอง ม้วนคัมภีร์ในมือเขาก็ระเบิดแสงสีม่วงเข้มออกมาจนถ้ำทั้งหลังสั่นสะเทือน เงาร่างสีดำลึกลับปรากฏขึ้นเบื้องหลังหลินเฟยหง มันมิใช่คน แต่มันคือจิตสังหารที่เยี่ยจื่อเฉินบ่มเพาะขึ้นมาใหม่จากการหลอมรวมปราณฟ้าดิน!
"อย่าเพิ่งลงกระบี่แม่นาง..." เยี่ยจื่อเฉินกระซิบชิดใบหูของนางขณะที่มือคว้าจับข้อมือของนางไว้อย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมาย "เพราะหากท่านสังหารข้าตอนนี้... ใครจะเป็นผู้ถอนคำสาปที่ฝังอยู่ในหัวใจของท่านให้กันเล่า?"
หมอกเหมยปลายฤดูหวังว่ารี้ดทุกท่านจะใจเต้นแรงไปกับชะตากรรมที่ไม่อาจย้อนกลับของทั้งสองนะคะ!
ดาราสวรรค์ดับแสง ปรารถนาแห่งกระบี่ไร้ใจ•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชาฝืนสวรรค์
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง ปรารถนาแห่งกระบี่ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
