“ขยะที่ไม่มีแม้แต่ลมปราณรากฐาน ยังกล้าเสนอหน้ากลับมาเหยียบประตูสำนักกระบี่เมฆาอีกงั้นหรือ?”
เสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังแทรกผ่านม่านฝนปรอยปรายนั้นไม่ได้ทำให้เยี่ยจื่อเฉินหยุดฝีเท้า ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาทว่าเก่าคร่ำราวกับผ้าขี้ริ้วก้าวเดินด้วยจังหวะที่มั่นคง แววตาของเขาดุจดั่งก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้คลื่นลม ไม่สั่นไหว ไม่โกรธเคือง และไร้ซึ่งความรู้สึกอาดูร
เบื้องหน้าของเขาคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนัก ‘เจียงหลาง’ ผู้ถือครองกระบี่เหล็กนิลประดับหยก สายตาของคนผู้นี้เปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยามเฉกเช่นมองมดปลวกตัวหนึ่งที่บังอาจขวางทางเดินอันสูงส่ง
“ข้ามาเพื่อทำธุระที่ค้างคา” เยี่ยจื่อเฉินเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่ากลับแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้เจียงหลางชะงักไปครู่หนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ธุระ? เจ้ามีธุระอันใดกับสำนักกระบี่เมฆา หรือว่าหิวโซจนต้องกลับมาขอเศษอาหารจากโรงครัว?” เจียงหลางแสยะยิ้ม ก้าวเข้ามาประชิดตัว ใช้ด้ามกระบี่ผลักอกอีกฝ่ายอย่างแรง “หากไม่อยากถูกลากออกไปประจานที่หน้าประตูสำนัก จงคุกเข่าลงแล้วคลานออกไปเสีย!”
รอบข้างเริ่มมีเหล่าศิษย์ในชุดสำนักทยอยมามุงดู เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมราวกับฝูงแมลงวันรุมตอมซากศพ พวกเขาต่างจดจำ ‘เยี่ยจื่อเฉิน’ ศิษย์สวะผู้เป็นที่หัวเราะเยาะของสำนักได้ดี ทว่าในวันนี้... กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างผอมบางนั้นกลับให้ความรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
เยี่ยจื่อเฉินไม่ได้ถอยหลัง เขายืนนิ่งราวกับขุนเขาที่หยั่งรากลึก สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเจียงหลาง “สำนักกระบี่เมฆามิได้เป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว และข้า... ก็ไม่ใช่เยี่ยจื่อเฉินคนเดิมที่พวกเจ้าจะรังแกได้ตามใจชอบอีกต่อไป”
“ฮ่าๆๆ! เจ้าคิดว่าคำพูดพล่อยๆ จะเปลี่ยนความจริงที่ว่าเจ้ามันไร้ปราณได้งั้นหรือ?” เจียงหลางคำรามลั่น ชักกระบี่ออกจากฝัก แสงเย็นเยียบของคมกระบี่สะท้อนเข้ากับใบหน้าเรียบเฉยของเยี่ยจื่อเฉิน “ในเมื่ออยากลองดี ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าได้นอนกองอยู่กับพื้นสักสามเดือน!”
ปลายกระบี่พุ่งเข้าใส่จุดชีพจรที่หัวไหล่อย่างแม่นยำและรวดเร็ว มันคือ ‘เพลงกระบี่เมฆาสะบั้น’ ท่าไม้ตายที่ศิษย์ชั้นในมักใช้ข่มขู่ผู้อื่น ทว่าในวินาทีที่คมกระบี่จะสัมผัสผิวกาย เยี่ยจื่อเฉินกลับขยับตัวเพียงเล็กน้อย—การเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจ แต่กลับหลบหลีกวิถีกระบี่ได้อย่างฉิวเฉียด
เจียงหลางเบิกตากว้าง ความตกใจแล่นปราดไปทั่วร่าง เขาเร่งเร้าพลังปราณหมายจะซ้ำดาบที่สอง แต่ทว่า... เยี่ยจื่อเฉินกลับคว้าข้อมือของเขาเอาไว้
สัมผัสที่ได้รับไม่ใช่ความร้อนแรงของพลังปราณ แต่มันคือความเย็นเยือกดั่งน้ำแข็งพันปีที่แทรกซึมผ่านกระดูก เจียงหลางรู้สึกราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นรัดรึงทั่วร่าง พลังปราณที่เคยไหลเวียนอย่างเชี่ยวกรากพลันหยุดชะงักดั่งแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง
“วิชาดาบของสำนักกระบี่เมฆาที่เจ้าภูมิใจนักหนา... แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมายถึงเจ็ดแห่ง” เยี่ยจื่อเฉินกระซิบเบาๆ ข้างหูอีกฝ่าย น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาทว่าทรงอำนาจดุจคำพิพากษาจากเทพเซียน
ในจังหวะนั้นเอง กลิ่นอายหอมจางๆ ของดอกเหมยในฤดูหนาวพลันอบอวลไปทั่วบริเวณ ความวุ่นวายที่เคยดังระงมพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะก้าวเดินออกมาจากโถงหลัก นางคือ ‘หลินเฟยหง’ ธิดาเจ้าสำนักผู้เลื่องชื่อ ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาดั่งรูปสลัก ทว่าแววตากลับจับจ้องไปที่ร่างของเยี่ยจื่อเฉินอย่างไม่อาจละวาง
“ปล่อยเขาเสีย” หลินเฟยหงเอ่ย น้ำเสียงกังวานดุจระฆังเงิน “ที่นี่เป็นเขตสำนัก ไม่ใช่เวทีประลองข้างถนน”
เจียงหลางได้สติ รีบถอยกรูดออกมาด้วยความหวาดหวั่น เขาก้มหัวให้หลินเฟยหงอย่างลนลาน แต่สายตายังคงอาฆาตเยี่ยจื่อเฉินไม่เลิก
เยี่ยจื่อเฉินปล่อยมืออย่างแช่มช้า เขาหันไปสบตากับหญิงสาวตรงหน้า ในดวงตาของนาง... เขาเห็นเงาสะท้อนของความเหงาและสิ่งที่มากกว่านั้น ความสัมพันธ์ในอดีตชาติที่ผูกพันกันด้วยคมกระบี่และคราบน้ำตาดูเหมือนจะเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งในเงามืดของโชคชะตาที่บิดเบี้ยว
“ข้ากลับมาแล้ว... เฟยหง” คำพูดเพียงสั้นๆ ของเยี่ยจื่อเฉินทำเอาหลินเฟยหงสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ นางไม่เคยบอกใครว่าเหตุใดนางถึงรู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้นี้อย่างประหลาด ยิ่งเขามองมาด้วยแววตาที่เหมือนจะทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิญญาณนางเท่าใด หัวใจของนางก็ยิ่งเต้นรัวแรงจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
“เจ้าไม่มีสิทธิ์เรียกชื่อข้า” นางเอ่ยปฏิเสธ ทว่ามือที่ถือกระบี่กลับสั่นเทาเล็กน้อย
“หากข้าบอกว่า... ในคืนที่ดวงดาราสวรรค์ดับแสง ข้าได้ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ให้เจ้าเพียงผู้เดียวล่ะ?”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาหม่นพลันเกิดเสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นหวั่นไหว เมฆดำทมิฬก่อตัวขึ้นเหนือยอดเขาหลักของสำนักกระบี่เมฆาพร้อมกับประกายสายฟ้าสีม่วงที่ฟาดลงมายังใจกลางลานพิธี! กระบี่ประจำตำแหน่งเจ้าสำนักที่แขวนไว้เหนือประตูใหญ่สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งราวกับรับรู้ถึงการกลับมาของ 'เจ้าของ' ที่แท้จริง
คนทั้งสำนักต่างหันมองไปยังทิศทางเดียวกันด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเยี่ยจื่อเฉินกลับยกมุมปากขึ้นยิ้มเพียงเล็กน้อย ในขณะที่หลินเฟยหงเบิกตากว้างเมื่อมองเห็น 'ตราประทับอักขระโบราณ' ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของชายหนุ่มผู้นี้... ตราประทับที่บ่งบอกว่าเขามิใช่ศิษย์สวะ แต่คือมหาเทพที่ยุทธภพเฝ้ารอคอย!
หมอกเหมยปลายฤดูหวังว่ารี้ดทุกท่านจะได้รับอรรถรสแห่งการอ่านอย่างเต็มอิ่ม และเตรียมตัวต้อนรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเยี่ยจื่อเฉินในตอนหน้าด้วยนะคะ!
ดาราสวรรค์ดับแสง ปรารถนาแห่งกระบี่ไร้ใจ•ตอนที่ 3
ศิษย์สวะหวนคืนสำนัก
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง ปรารถนาแห่งกระบี่ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
