แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 11

ความลับในหีบไม้โอ๊ก

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ยังคงอบอวลปะปนกับกลิ่นหมึกชั้นดีในห้องหนังสือส่วนตัว ร่างสูงใหญ่ของจ้าวซานหลางยืนนิ่งสนิทราวกับรูปสลักหินผา นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจดจ้องไปยังเอกสารลับแผ่นเก่าที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้ ลายมือหวัด ๆ บนกระดาษสาเหลืองกรอบแผ่นนั้นสั่นเทา แต่มันกลับสั่นคลอนหัวใจของแม่ทัพผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดให้ไหววูบได้อย่างน่าประหลาด ความเงียบงันภายในห้องหนังสือกดทับลงมาจนแทบได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ "ฉางเยว่..." เสียงทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอของท่านอ๋อง แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาวริมชายแดน แต่มันกลับเต็มไปด้วยมวลอารมณ์อันซับซ้อน ทั้งความตกตะลึง ความแค้นเคืองที่ถูกปิดบัง และความเวทนาที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ใบหน้าอันเย็นชา มือหนายื่นออกไปสัมผัสขอบหีบไม้โอ๊กโบราณที่สลักลวดลายสحบสลับซับซ้อน หีบใบนี้ถูกซ่อนไว้ในช่องลับหลังชั้นตำราพิชัยสงคราม มันคือสมบัติล้ำค่าที่องค์ชายรองตั้งใจทิ้งไว้ให้เขาค้นพบ เพื่อใช้เป็นหมากตัวหนึ่งในการทำลายความน่าเชื่อถือของยอดกุนซือหญิงผู้เป็นดั่งมันสมองของกองทัพไร้พ่าย ทว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในหาใช่หลักฐานการกบฏอย่างที่ศัตรูมุ่งหวังไม่ หากแต่เป็นพงศาวดารโลหิตของตระกูลฉาง ตระกูลขุนนางเก่าแก่ผู้เคยเรืองอำนาจแต่กลับต้องจบลงด้วยคมดาบแห่งราชโองการล้างบางเมื่อสิบหี่ปีก่อน แผ่นป้ายวิญญาณจำลองขนาดเล็กทำจากไม้จันทน์หอมถูกวางเรียงรายอยู่เบื้องล่าง ใต้กองเอกสารราชการ ลายมือของฉางเยว่ที่เขาคุ้นเคย ปรากฏอยู่บนสมุดบันทึกเล่มเล็กที่เปื้อนคราบน้ำตาจาง ๆ *‘วันที่สิบห้า เดือนอ้าย... หิมะโปรยปรายดั่งเช่นวันวานที่ท่านพ่อถูกประหาร วันนี้ข้าก้าวเข้าสู่ค่ายทหารของจ้าวซานหลาง นามดาบที่ปลิดชีพคนในตระกูล... ข้าต้องกลืนกินความแค้นเพื่อรอวันทวงคืนความยุติธรรม’* ข้อความเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของจ้าวซานหลาง ราวกับมีคมมีดนับพันเล่มกรีดลงบนเนื้อหนัง นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าวฉายแววเจ็บปวดร้าวลึก เขาจำได้แม่นยำถึงคืนวันเมื่อสิบหี่ปีก่อน วันที่องค์ฮ่องเต้มีรับสั่งให้กวาดล้างตระกูลฉางข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏแดนใต้ แม้ในเวลานั้นเขาจะทำตามหน้าที่ในฐานะแม่ทัพหนุ่มที่เพิ่งรับตำแหน่ง แต่ไม่เคยรู้เลยว่า เบื้องหลังการนองเลือดนั้น จะมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งรอดชีวิตมาได้ และบัดนี้ นางกลับยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา ในฐานะกุนซือผู้ร่วมเป็นร่วมตาย ชี้ทางให้กองทัพได้รับชัยชนะมานับครั้งไม่ถ้วน ประตูห้องหนังสือถูกผลักออกเบื้องช้า ๆ โดยไร้ซึ่งซุ่มเสียง ร่างเพรียวระหงในชุดคลุมสีครามเข้มก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง เส้นผมยาวสยายถูกรวบครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวเรียบง่าย ดวงหน้าหวานล้ำแต่ทว่าเยือกเย็นและฉายแววเฉียบคมดั่งปราชญ์ ทว่าในยามนี้ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นกลับสั่นระริกเล็กน้อยยามเมื่อปะทะเข้ากับร่างของจ้าวซานหลาง และหีบไม้โอ๊กที่เปิดกว้างอยู่เบื้องหน้า ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีแม้แต่เสียงอุทาน ฉางเยว่หยุดยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงสามก้าว นางกวาดสายตามองเอกสารและแผ่นป้ายวิญญาณในหีบไม้ด้วยความสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึก ทว่าความนิ่งงันนั้นกลับทรงพลังยิ่งกว่าการกรีดร้องหรือร่ำไห้ "ท่านอ๋องทรงทอดพระเนตรเห็นแล้วสินะครับ" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าราบเรียบดังขึ้นทำลายความเงียบ นางไม่ได้ใช้คำราชาศัพท์อย่างเคร่งครัดดังเช่นทุกครา แต่มันคือถ้อยคำที่เอื้อnนเอ่ยออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ระหว่างมนุษย์สองคนที่ยืนอยู่บนปากเหวแห่งโชคชะตา จ้าวซานหลางค่อย ๆ หันกลับมาเผชิญหน้านาง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันอันมหาศาล มือหนายกขึ้นถือสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "เจ้าเข้ามาอยู่ในค่ายของเปิ่นหวาง... เพื่อสิ่งนี้หรือ" สสุเสียงของเขาแหบพร่าอย่างที่หาได้ยากยิ่ง แววตาที่ทอดมองนางในยามนี้ไม่มีความดุร้ายหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเวิ้งว้างอันลึกซึ้ง ดั่งคนหลงทางกลางทะเลทรายที่เพิ่งค้นพบความจริงอันโหดร้าย ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา นัยน์ตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ผู้กุมชะตาบ้านเมือง นางเผยรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเศร้าสร้อยและเย้ยหยันโชคชะตา "หม่อมฉันเข้ามา เพื่อสะสางบัญชีโลหิตของตระกูลฉาง" นางตอบชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีทีท่าหวาดกลัวต่อความตายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ "แต่ตลอดเวลาที่อยู่เคียงข้างท่านอ๋องในยามศึก หม่อมฉันกลับพบว่า... ดาบที่ปลิดชีพท่านพ่อของหม่อมฉันในวันนั้น คือดาบเล่มเดียวกันกับที่ปกป้องราษฎรนับแสนในวันนี้ และเป็นดาบเล่มเดียวกับที่..." นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลายเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "ที่ทำให้หัวใจของกุนซือเช่นหม่อมฉัน หวั่นไหวจนไม่สามารถทำตามแผนการเดิมได้อีกต่อไป" บรรยากาศรอบกายราวกับหยุดนิ่ง ลมหนาวพัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาหอบใหญ่ หอบเอาความเย็นเยียบของค่ำคืนนี้เข้ามากัด จ้าวซานหลางก้าวเข้าไปประชิดตัวนางในระยะประชิด มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวบางของนางไว้เบา ๆ ทว่ามั่นคง แรงบีบนั้นอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความหมายที่เกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด "เปิ่นหวางไม่สนว่าอดีตของเจ้าคือใคร และไม่สนว่าราชโองการในอดีตจะอยุติธรรมเพียงใด" จ้าวซานหลางก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง เสียงทุ้มต่ำนั้นจริงจังและหนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าฟ้าดิน "แต่ตราบใดที่เจ้ายังอยู่เคียงข้างเปิ่นหวาง ชีวิตของเจ้า... คือของเปิ่นหวาง ผู้ใดกล้าแตะต้องเจ้า แม้แต่ฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกร เปิ่นหวางก็จะพลิกแผ่นดินล้างบางให้สิ้นซาก!" หัวใจของฉางเยว่กระตุกวูบ น้ำใส ๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตา นางซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้ความเงียบงัน ทว่าก่อนที่นางจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับไป *ปัง!* เสียงประตูด้านนอกถูกถีบเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารองครักษ์นับสิบคนที่กรูกันเข้ามาล้อมรอบเรือนพักอย่างรวดเร็ว แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างจนเกิดเงาทอดยาวน่ากลัว "รับราชโองการลับจากเมืองหลวง!" เสียงแหลมสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของขันทีคนสนิทแห่งองค์ชายรองดังแทรกขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด ขันทีเฒ่าย่างก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ชูม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามขึ้นสูง "แม่ทัพจ้าวซานหลางและกุนซือฉางเยว่... มีคำสั่งด่วนให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาข้อหาสนนับสนุนกบฏตระกูลฉาง ไปรับโทษทัณฑ์ขั้นเด็ดขาด ณ คุกหลวงทันที!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%