"หากแม่ทัพยังคงดึงดันจะรักษาเมืองหน้าด่านแห่งนี้ไว้... เกรงว่าแผ่นดินตงหยวนเบื้องหลังท่าน อาจจะเหลือเพียงซากปรักหักพังที่แม้แต่เถ้ากระดูกก็ยังไม่มีผู้ใดเก็บกวาดนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานราวกับเสียงระฆังสำริดในสุสานโบราณดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในค่ายหลวง
จ้าวซานหลางไม่แม้แต่จะชายตามองแผ่นป้ายประกาศจับด้วยหมึกสีชาดที่ถูกโยนลงมากระแทกบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทำจากไม้จันทน์หอมสลักลวดลายกิเลนแยกเขี้ยว อากาศภายในกระโจมทหารขนาดใหญ่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์ชั้นดีที่เริ่มเย็นชืด และกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กจากชุดเกราะที่สวมใส่มาแรมเดือน
ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายของท่านอ๋องกวาดมองม้วนราชโองการลับที่ถูกส่งมาม้าเร็วจากเมืองหลวง มันไม่ใช่คำสั่งเคลื่อนทัพเพื่อปราบกบฏ หากแต่เป็นพระราชสาส์นจากองค์ชายรองที่ใช้ตราประทับลับ บิดเบือนข้อเท็จจริง ประกาศให้กองทัพพยัคฆ์ไร้พ่ายของเขาเป็นกบฏแผ่นดิน เพียงเพราะเขาปฏิเสธที่จะถอนกำลังกลับไปปกป้องผลประโยชน์ของขุนนางกังฉินในราชสำนัก
ข่าวลือที่แพร่สะพัดดั่งไฟลามทุ่งในเมืองหลวงเวลานี้ ช่างน่าขันสิ้นดี... ข่าวลือที่ว่าแม่ทัพใหญ่ผู้ภักดีกำลังสะสมกำลังพลเพื่อเตรียมก่อกบฏ ช่างเป็นคมดาบที่ยืมมือประชาชนมาแทงข้างหลังได้อย่างเลือดเย็นยิ่งนัก การเมืองในราชสำนักไม่เคยหลั่งเลือดด้วยคมหอก หากแต่หลั่งเลือดด้วยน้ำหมึกและคำกอ่นด่าที่คมกริบยิ่งกว่าศาสตราวุธใดๆ
ฉางเยว่ กุนซือหญิงผู้สวมอาภรณ์สีเทาอ่อนปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินละเอียดอ่อน ขยับตัวเล็กน้อย ร่างโปร่งบางยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นดินผืนใหญ่ที่ปูลาดบนโต๊ะ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ท่วงทีรา3กับสายน้ำที่ไหลรินผ่านโตรกผา ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยในแววตาคู่คมที่ดั่งประกายดาราในคืนเดือนมืด
"ข่าวลือในยามนี้ มีน้ำหนักมากกว่าศัตรูแสนนายในสนามรบเสียอีกเพคะ ท่านแม่ทัพ" ฉางเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดั่งตอกลิ่มลงบนพื้นหิน "องค์ชายรองทรงฉลาดล้ำในการใช้กระแสความเกลียดชังของราษฎร หากเรายังดึงดันจะบุกตีเมืองหลวงต่อในตอนนี้ แม้จะชนะศึกตรงหน้า แต่เราจะกลายเป็นกบฏในสายตาแผ่นดินทันที... และนั่นคือสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาที่สุด"
จ้าวซานหลางแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเยือกเย็นจนผู้ติดตามภายนอกกระโจมถึงกับหนีบหลังแข็งเกร็ง เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะเหล็กกล้าแผ่ไอสังหารออกมาโดยไม่ต้องพยายาม มือหนากำด้ามดาบประจำกายแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
"ให้ข้าถอยทัพหรือ ฉางเยว่?" จ้าวซานหลางหันมามองนาง สายตานั้นคมปลาบดั่งใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับ "เจ้าก็รู้ว่าด่านหลินกวนแห่งนี้ หากเราถอยเพียงก้าวเดียว ชายแดนร้อยลี้จะตกอยู่ในมือของชนเผ่าเร่ร่อนทันที ราษฎรนับแสนจะกลายเป็นเชลยศึก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนหากต้องแลกชื่อเสียงของตระกูลจ้าวกับการรักษาหัวของตัวเองในเมืองหลวง"
"ไม่มีใครบอกให้ท่านยอมจำนนเพคะ..." ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ไม่อาจเอ่ยอธิบายเป็นคำพูดได้ "แต่การถอยในทางยุทธศาสตร์ หาใช่การพ่ายแพ้... ท่านแม่ทัพจดจำตำราพิชัยสงครามบทที่สิบสามได้หรือไม่? *'ถอยเพื่อรุก รุกเพื่อรับ'* ในเมื่อเมืองหลวงต้องการให้เราเป็นกบฏ เราก็แค่ปล่อยให้พวกเขาคิดว่ากบฏตนนั้นได้ตายไปแล้วในกองเพลิงที่ชายแดนเสียสyntheticสิเพคะ"
จ้าวซานหลางชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ความเงียบโรยตัวปกคลุมไปทั่วกระโจมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดกระโชกผ่านผืนผ้าใบด้านนอกส่งเสียงฮือฮาคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้าย
ในฐานะแม่ทัพผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เขาย่อมรู้ดีว่าการดื้อรั้นมีแต่จะนำพาลูกน้องนับหมื่นไปสู่ทางตัน แต่การจะก้มหัวให้แผนสกปรกขององค์ชายรองนั้น เป็นสิ่งที่ศักดิ์ศรีของแม่ทัพใหญ่ไม่อาจยอมรับได้ง่ายๆ ทว่า เมื่อสายตาของเขาเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าอันนิ่งสงบและมั่นคงของกุนซือคู่กาย ความพายุในใจที่กำลังโหมกระหน่ำก็ค่อยๆ สงบลงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาลูบไล้ผืนน้ำที่บ้าคลั่ง
สตรีผู้นี้... ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว นางไม่ได้เป็นเพียงมันสมองของกองทัพ หากแต่เป็นสมอเรืออันมั่นคงท่ามกลางพายุใหญ่ที่คอยยึดโยงหัวใจที่กระด้างและโดดเดี่ยวของเขาไว้
"เจ้ามีแผนการอันใดในใจแล้วสินะ ฉางเยว่" จ้าวซานหลางเอ่ยถาม น้ำเสียงดุดันเมื่อครู่เจือความอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
ฉางเยว่ไม่ตอบทันที นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะแผนที่อีกนิด ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์แห่งหนึ่งบนแผนที่กระดาษสาเก่าคร่ำคร่า จุดนั้นคือหุบเขาอัสดง... สถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความลาดชันและไอหมอกพิษหนาทึบตลอดทั้งปี
"คืนนี้... ข้าจะให้คนปล่อยข่าวลือเรื่องอาการประชวรหนักของท่านแม่ทัพ และค่ายหลวงเกิดเพลิงไหม้จนวอดวาย..." ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเฉียบคมและความงดงามอันน่าสะพรึงกลัว "ในสายตาของราชสำนัก แม่ทัพจ้าวซานหลางได้สิ้นชื่อในกองเพลิงไปแล้ว ส่วนตัวจริงของท่าน... จะเดินทางลับสู่เมืองหลวงพร้อมกับกองกำลังเงา เพื่อทวงคืนความยุติธรรมจากคนบนบัลลังก์ด้วยตัวเอง"
จ้าวซานหลางมองรอยยิ้มนั้น หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างรุนแรง การเมืองที่โหดร้ายกว่าคมหอกกำลังจะถูกพลิกเกมด้วยมันสมองของสตรีผู้นี้ และเขาก็พร้อมที่จะเดิมพันทุกสิ่งที่มี ไม่เว้นแม้กระทั่งลมหายใจ เพื่อเดินหมากตานี้เคียงข้างนาง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดด้วยแผนการอันแยบยล เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์หน้ากระโจมก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตกใจ
"เรียนท่านแม่ทัพ! มี... มีราชสาส์นด่วนที่สุดจากเมืองหลวงพญาอินทรีส่งมาถึงกุนซือฉางเยว่โดยตรงพ่ะยะค่ะ!"
จ้าวซานหลางและฉางเยว่หันขวับไปมองหน้ากันทันที ความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาดแล่นริ้วขึ้นมากลางสันหลัง องครักษ์หนุ่มก้าวเข้ามาคุกเข่าด้วยมือไม้อันสั่นเทา พร้อมกับยื่นกล่องไม้สลักลายดอกเหมืองด้วยสองมือ
ฉางเยว่รับกล่องไม้นั้นมาด้วยความนิ่งสงบ นางเปิดฝากล่องออกช้าๆ เผยให้เห็นจดหมายม้วนหนึ่งที่ถูกผนึกด้วยครั่งสีเลือดรูปตราประทับของ "ตำหนักใน" และที่มุมกล่องนั้น... มีเส้นผมสีดำสนิทเส้นหนึ่งถูกมัดไว้ด้วยด้ายสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ตัวประกันคนสำคัญในเมืองหลวงกำลังเผชิญหน้ากับความตาย
ดวงตาที่เคยสงบนิ่งของฉางเยว่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงในพริบตา เมื่อกวาดสายตาอ่านบรรทัดแรกของจดหมายฉบับนั้น
"ฉางเยว่?" จ้าวซานหลางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงร้อนรนเมื่อเห็นความผิดปกติของนาง
กุนซือหญิงนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านอ๋องด้วยแววตาที่สั่นไหวระริกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี น้ำเสียงของนางแห้งผากราวกับถูกสูบสิ้นวิญญาณ
"ท่านแม่ทัพ... องค์ชายรองไม่ได้ต้องการแค่ให้เราถอยทัพ..." ฉางเยว่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ถือจดหมายสั่นเทาน้อยๆ "แต่พระองค์ทรงใช้... มารดาบีบบังคับให้ข้าต้องเลือก ระหว่างการทรยศท่านเพื่อรักษาชีวิตมารดา หรือ... การเห็นมารดาถูกประหารชีวิตในอีกสามวันข้างหน้า ณ ลานประหารหน้าพระราชวัง"
จ้าวซานหลางนิ่งอึ้ง ดาบในมือเกือบจะหลุดร่วงลงสู่พื้นกระดาน
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 12
การเมืองที่โหดร้ายกว่าคมหอก
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!