เสียงกระแทกของตราประทับหยกมังกรลงบนแผ่นกระดาษสาเนื้อดีดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงลับใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของไม้จันทน์หอมและสนิมเหล็ก
จ้าวซานหลางมิได้เหลือบแลตราประทับนั้นแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีจับจ้องอยู่ที่แผนที่แผ่นใหญ่กางอยู่เบื้องหน้า แผนที่ซึ่งจารด้วยหมึกสีชาดแสดงถึงเส้นทางลับ ขุนเขา และค่ายกลทหารทั่วทั้งแผ่นดินที่ถูกย้อมไปด้วยเลือดและคราบน้ำตาของผู้บริสุทธิ์ แสงจากตะเกียงน้ำมันสำริดโบราณไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหิน เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่พาดผ่านมุมพระkพักตร์คมคายยิ่งขับเน้นความเยือกเย็นดุร้ายให้เด่นชัดขึ้น
"แผนการจัดตั้งกองกำลังอิสระที่เจ้าเสนอมา... มีความเสี่ยงเกินกว่าจะใช้กำลังทหารในสังกัดทางการ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังทำลายความเงียบขึ้น ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายเมฆาจะหันกลับมา
ฉางเยว่ในชุดบัณฑิตหญิงสีขาวนวลปักลายกิ่งเหมยสีชาด ขยับพัดหยกขาวในมือช้าๆ นางไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อความกดดันแผ่ออกมาจากบุรุษตรงหน้าแม้แต่น้อย นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นทอประกายลึกล้ำราวกับท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยกลุ่มดาวพยากรณ์ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะแผนที่อย่างมั่นคง ปลายชายเสื้อผ้าแพรโบกสะบัดราวกับสายน้ำที่ไหลริน
"กองทัพทางการในยามนี้เปรียบเสมือนปลาที่ติดอยู่ในอวนขององค์ชายรอง หากเรายังดึงดันใช้กำลังพลที่มีชื่อในบัญชีราชสำนัก ขยับตัวเพียงนิดเดียวตาข่ายย่อมรัดแน่นจนสิ้นลมหายใจ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "สิ่งที่พวกเราต้องการหาใช่กองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่คือ 'ผู้กล้าไร้สังกัด' ผู้ซ่อนเร้นตัวตนอยู่ตามซอกมุมมืดของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถูกความอยุติธรรมเหยียบย่ำจนไร้หนทางไป"
จ้าวซานหลางหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากหยักลึก "ผู้กล้าไร้สังกัดกระนั้นหรือ? โจรป่า นักโทษหลบหนี และเหล่าสำนักยุทธ์ที่ทางการประกาศจับ พวกมันล้วนมีแต่ความโลภและรักตัวกลัวตาย เจ้าคิดว่าจะใช้สิ่งใดสยบพวกมันให้ยอมก้มหัวถวายชีวิต?"
"อำนาจเงินตราหรือพระราชโองการ... แน่นอนว่าใช้ไม่ได้ผลกับคนเหล่านี้" ฉางเยว่ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะแผนที่ ปลายพัดหยกชี้ไปยังจุดสีดำสามจุดที่ถูกวงไว้ด้วยหมึกชาดบริเวณชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ "แต่สิ่งที่พวกมันปรารถนาหาใช่เงินทอง หากแต่คือ 'ความยุติธรรม' และ 'ที่ทาง' ในแผ่นดินที่พวกมันสามารถยืนหยัดได้อย่างองอาจ ท่ามกลางยุคสมัยที่บ้านเมืองถูกกัดกินโดยขุนนางกังฉินและองค์ชายผู้ทะเยอทยาน ความแค้นคือพันธะสัญญาที่เหนียวแน่นที่สุด ท่านอ๋อง... พระองค์ทรงรู้ดีกว่าผู้ใด"
คำพูดนั้นทำให้ห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา จ้าวซานหลางจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง ความกล้าหาญและความเฉียบแหลมของนางมักจะทำให้หัวใจที่ด้านชาและโดดเดี่ยวของเขาเกิดระลอกคลื่นแห่งความอ่อนโยนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในสนามรบ เขาคือแม่ทัพผู้เหี้ยมหาญที่ไม่เคยไว้ชีวิตศัตรู แต่เบื้องหน้ากุนซือหญิงผู้นี้ เขากลับยอมจำนนต่อสติปัญญาและหัวใจของนางอย่างราบคาบ
"เจ้าวางหมากตานี้ไว้ลึกล้ำยิ่งนัก ฉางเยว่" น้ำเสียงของท่านอ๋องอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวบางที่ถือพัดหยกไว้แผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วที่ด้านจากการจับกระบี่ส่งผ่านความอบอุ่นและความมั่นคงไปสู่นาง "แต่การรวบรวมเหล่าเสือป่าสิงห์จอมพยศให้มารวมฝูงเดียวกัน ย่อมต้องมีจ่าฝูงที่เหี้ยมหาญและเด็ดขาดพอที่จะสยบพวกมัน มิฉะนั้น... ดาบนั้นย้อนกลับมาแทงข้างหลังเราได้ทุกเมื่อ"
ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้น แววตาของนางไหววับชั่วขณะก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ หัวใจของนางเต้นระรัวอยู่ภายใต้อาภรณ์เนื้อดี แต่นางสะกดกลั้นความหวั่นไหวไว้ด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
"หม่อมฉันจึงได้จัดเตรียม 'ป้ายคำสั่งลับ' นี้ไว้ถวายแด่พระองค์" นางสะบัดแขนเสื้อ หยิบกล่องไม้จันทน์แกะสลักลวดลายวิจิตรขึ้นมาวางบนโต๊ะ เมื่อเปิดฝาออก เผยให้เห็นป้ายคำสั่งทองเหลืองสลักรูปหัวพยัคฆ์คำราม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังลับที่ถูกลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมื่อหลายสิบปีก่อน "ป้ายนี้มีอำนาจสั่งการกองกำลังเงาที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วหล้า หากพระองค์ทรงถือมันก้าวออกไป... เหล่าผู้กล้าไร้สังกัดย่อมพร้อมใจกันคุกเข่าคำนับยอมรับเป็นนายเหนือหัวอย่างแท้จริง"
จ้าวซานหลางหยิบป้ายคำสั่งนั้นขึ้นมาพินิจดู รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ดี... ในเมื่อราชสำนักเน่าเฟะจนเยียวยาไม่ได้ ข้าก็จะใช้กองกำลังของผู้ไร้สังกัดเหล่านี้แหละ ชำระล้างบัลลังก์เลือดให้สิ้นซาก"
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดและจริงจังถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝปัดป้องและเสียงกงจักรโลหะกระทบกันอย่างรุนแรงก็ดังแว่วมาจากทางอุโมงค์ทางเข้าลับด้านบน ตามด้วยเสียงตะโกนร้องด้วยความตกใจขององครักษ์เงาที่เฝ้าเวรยาม
"มีผู้บุกรุก! ระวังตัวด้วยท่านอ๋อง!"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตกำลังก้าวตรงเข้ามายังห้องโถงลับแห่งนี้ด้วยความรวดเร็วผิดปกติ พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่แผ่พุ่งเข้ามาตามช่องลม จ้าวซานหลางตวัดสายตากลับไปมองทางเข้าทันที มือหนาเลื่อนกุมด้ามกระบี่ประจำกายโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบเปล่งประกายความดุดันราศีกษัตริย์ผู้พร้อมสังหาร
ฉางเยว่หรี่ตาลง พัดหยกในมือถูกหุบเก็บอย่างรวดเร็ว สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "แปลกนัก... เส้นทางลับนี้มีเพียงคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้ เหตุใดจึงมีผู้บุกรุกมาได้ตรงเวลาเช่นนี้ หรือว่า..."
ยังไม่ทันที่กุนซือหญิงจะกล่าวจบประโยค ประตูหินหนักอึ้งของห้องโถงลับก็ถูกผลักเปิดออกด้วยพลังลมปราณอันรุนแรง ฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ร่างขององครักษ์เงาผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่งถูกเหวี่ยงกระเด็นเข้ามานอนแน่นิ่งแทบเท้าของจ้าวซานหลาง ลมหายใจรวยรินพร้อมกับกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาเป็นลิ่ม
และณ เบื้องหน้าประตูกลนั้น บุคคลผู้ก้าวเข้ามาในความมืดสลัว กลับไม่ใช่ มือสังหารขององค์ชายรองอย่างที่คาดคิด... หากแต่เป็นเงาร่างในชุดคลุมสีเทาเข้ม สวมหน้ากากเงินลายจิ้งจอกยิ้มเยาะ ที่ถือกระบี่อาบยาพิษชุ่มโชก หยดลงบนพื้นหินดังติ๋งๆ
"ถวายบังคมท่านอ๋อง... และท่านกุนซือผู้ปราดเปรื่อง" น้ำเสียงแหบพร่าราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรกดังลอดออกมาจากหลังหน้ากากนั้น "กระผมได้รับมอบหมายให้นำ 'ของขวัญชิ้นสุดท้าย' มาส่งมอบให้ตามพระราชโองการลับฉบับใหม่... ก่อนที่แผ่นดินนี้จะลุกเป็นไฟ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 18
รวมพลผู้กล้าไร้สังกัด
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!