แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 17

เส้นขนานที่จุดบรรจบ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กยังคงติดตรึงอยู่ปลายจมูก ทว่าความเงียบงันภายในถ้ำลึกแห่งเทือกเขาอู๋หลิงกลับน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าสนามรบ เสียงหยดน้ำที่กลั่นตัวจากหินย้อยตกลงกระทบพื้นหินปูนดังเปาะแปะ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงลมหายใจสม่ำเสมอแต่หนักหน่วงของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นพญายมแห่งแดนประจิม จ้าวซานหลางนั่งชันเข่าอยู่บนแท่นศิลาเบื้องหน้ากองไฟที่กำลังมอดไหม้ แสงสีส้มสาดสะท้อนโครงหน้าคมคายดั่งสลักจากหินผา นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาจ้องมองเงาเปลวเพลิงที่ไหววูบราวกับกำลังทบทวนหมากทุกกระดานที่เพิ่งเดินพลาดไป "รอยแผลที่หัวไหล่นั่น หากท่านยังดึงดันขยับตัวตามอำเภอใจ เกรงว่าเส้นเอ็นที่สมานกันไว้คงขาดสะบั้นอีกรอบเป็นแน่ครับ" น้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวลดังขึ้นจากมุมมืด ฉางเยว่ก้าวเท้าออกมาจากม่านเงาของผนังถ้ำ ในมือเรียวบางถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีหยกที่บรรจุยาต้มสมุนไพรส่งกลิ่นฉุนกึก นางสวมอาภรณ์สีขาวนวลเรียบง่ายไร้เครื่องประดับหรูหรา ทว่ากิริยาท่าทางกลับสง่างามดั่งเทพเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์วิสัย แม้ร่องรอยความเหนื่อยล้าจะปรากฏชัดใต้ดวงตาคู่สวยที่ผ่านการอดหลับอดนอนมาหลายค่ำคืน แต่ประกายปัญญาในแววตานั้นกลับคมกริบยิ่งกว่าคมดาบในมือแม่ทัพ จ้าวซานหลางไม่ยอมรับถ้วยยาโดยง่าย เขารับรู้ถึงความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็นนั้นเสมอ นัยน์ตาดุดันอ่อนลงวูบหนึ่งยามที่ช้อนสายตาขึ้นสบกับนาง "บาดแผลแค่นี้ หาได้ระคายผิวของเปิ่นหวังไม่ สิ่งที่ข้ากังวลมิใช่รอยแผลบนร่างกาย... แต่คือหมากตาต่อไปที่องค์ชายรองกำลังเดินต่างหากเล่า" ฉางเยว่ทรุดกายลงนั่งเบื้องขวา เว้นระยะห่างตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่มือเรียวกลับยื่นถ้วยยาเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด นางมิได้เอ่ยคำปลอบโยนอย่างไร้แก่นสาร เพราะรู้ดีว่าบุรุษเบื้องหน้าผู้นี้ไม่ต้องการความสงสาร เขากระหายเพียงความจริงและแผนการที่เฉียบคม "พระองค์ทรงประเมินองค์ชายรองต่ำไป หรือจะพูดให้ถูก... พวกเราต่างหากที่ประเมินความหน้ามืดตามัวของราชสำนักต่ำไป" ฉางเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม ลมหายใจของนางผ่อนออกแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเสียงนั้นจะทำลายความเงียบงันของขุนเขา "การที่พวกเราสามารถแหกคุกใต้ดินของตำหนักบูรพาออกมาได้ มิใช่เพราะพวกเราไร้เทียมทาน แต่เป็นเพราะตาเฒ่าตระกูลหลี่ ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเปิดทางให้ต่างหาก" คำพูดนั้นทำให้แววตาของแม่ทัพใหญ่ไหววูบ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียสหายร่วมเป็นร่วมตายสะท้อนผ่านสันราวกรามที่ขบเข้าหากันแน่น จ้าวซานหลางกำมือเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน "หลี่จง... มันทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เลือดของมันจะไม่ไหล องשלเปล่าประโยชน์เป็นอันขาด" "ถั่วต้มครับ" ฉางเยว่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นางยกชาขึ้นจิบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "แต่ตอนนี้ มิใช่เวลามาไว้อาลัย ข่าวกรองจากหน่วยเงาที่เรารวบรวมมาได้ตลอดสามวันที่หลบหนี ชี้ชัดว่ากองกำลังส่วนหนึ่งของตระกูลหลี่ที่ยังจงรักภักดี และกองทัพม้าเหล็กแดนเหนือของท่านที่ถูกกระจายกำลังออกไป... บัดนี้ได้เคลื่อนพลมารวมตัวกันที่ชายป่าไผ่รอยต่อเขตมณฑลอวี้หลินแล้ว" จ้าวซานหลางเงยหน้าขึ้นทันที ประกายความหวังวาบขึ้นในนัยน์ตาดุดัน "เจ้าหมายความว่า... กองกำลังหลักยังอยู่ครบ?" "ครบ และพร้อมเคลื่อนไหวครับ" ฉางเยว่คลี่แผนที่หนังแกะเก่าคร่ำคร่าออกบนพื้นศิลาเบื้องหน้า นางหยิบก้อนหินเล็กๆ วางลงตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ อย่างคล่องแคล่วราวกับการวางหมากล้อม "องค์ชายรองทรงคิดว่าการกักขังพวกเราไว้ในเมืองหลวงจะทำให้เสือสิ้นลาย ทว่าพระองค์ทรงลืมไปว่า... เสือต่อให้บาดเจ็บ ก็ยังคงเป็นเสืออยู่วันยังค่ำ ยิ่งไปกว่านั้น การที่พระองค์ทรงใช้วิธีสกปรกกวาดล้างขุนนางเก่า ยิ่งทำให้เหล่าแม่ทัพตามหัวเมืองต่างพากันเคลือบแคลงสงสัยในพระราชออำนาจ" แสงจากกองไฟทอIสะท้อนใบหน้าของกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นางชี้ปลายนิ้วเรียวไปยังจุดตัดของหุบเขาบนแผนที่ "คืนนี้... เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่ราศีพฤศิก เป็นจังหวะที่ฟ้าเปิดและกระแสลมเปลี่ยนทิศทางพอดี ศาสตร์แห่งดาราศาสตร์ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นฤกษ์ 'มังกรผงาดออกจากถ้ำ' หากท่านนำกำลังทหารม้าห้าร้อยนายเข้าโอบล้อมจากค่ายกลด้านหลังของกองทัพหลวงที่ตั้งค่ายอยู่ องค์ชายรองจะไม่มีทางตั้งรับทัน" จ้าวซานหลางจ้องมองปลายนิ้วเรียวนั้นสลับกับใบงดงามที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของแม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกลับกระหน่ำเต้นอย่างรุนแรง มิใช่เพราะความฮึกเหิมในสงคราม แต่เป็นเพราะความรู้สึกซาบซึ้งลึกซึ้งที่ยากจะหาคำใดมาบรรยาย สตรีผู้นี้... ไม่เพียงแต่ร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่ในยามที่เขาตกต่ำที่สุด นางยังเป็นดั่งดวงประทีปที่คอยนำทางท่ามกลางความมืดมิดของบัลลังก์เลือด "ฉางเยว่..." เสียงทุ้มต่ำเอמהเรียกชื่อนางแผ่วเบา แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างที่ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีวันได้เห็น มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวที่วางอยู่บนแผนที่ไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านผิวสัมผัส เยียวยารอยแผลในใจของกันและกัน "หากศึกครั้งนี้พวกเราชนะ... ข้าจะขอพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้ แม้จะต้องแลกด้วยบัลลังก์ทั้งใบ เปิ่นหวังก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดพรากเจ้าไปจากกายอีก" ฉางเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตไหวระริก รอยยิ้มบางเบาแต่เปี่ยมด้วยความมั่นคงผุดขึ้นที่มุมปาก นางมิได้ดึงมือกลับ ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นแทรกซึมเข้าสู่หัวใจที่เคยอ้างว้าง "ท่านแม่ทัพ... สัญญาของบุรุษย่อมหนักแน่นดั่งขุนเขา ข้าจะรอวันนั้นครับ" บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็งไว้ด้วยความหวานล้ำท่ามกลางกลิ่นอายสงคราม ทว่าช่วงเวลาอันแสนเปราะบางนั้นกลับต้องสะดุดลง เมื่อเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยามหน้าถ้ำดังขึ้นพร้อมกับร่างขององครักษ์เงาที่พุ่งเข้ามาคุกเข่าด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเผือดจนไร้สีเลือด "เรียนท่านอ๋อง กุนซือฉาง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" องครักษ์ละล่ำละลักรายงาน "กองกำลังขององค์ชายรอง... มิได้ตั้งค่ายอยู่ที่หุบเขาอวี้หลินตามที่เราคาดการณ์ไว้ แต่พวกมัน... พวกมันนำโดยแม่ทัพอู่ ได้เคลื่อนพลมาปิดล้อมปากทางเข้าถ้ำอู๋หลิงแห่งนี้ไว้หมดแล้วทุกด้าน! และ..." องครักษ์ผู้นั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว "และในมือของแม่ทัพอู่ผู้นั้น... กำลังถือราชโองการลับฉบับใหม่ล่าสุด พร้อมตราประทับหยกขาวขององค์รัชทายาท... ที่สั่งประหารพวกเราทันทีโดยไม่ต้องไต่สวนครับ!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%